นายแพทย์รุ่งเรือง
กิจผาติ
กรรมการและเลขานุการมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่
หัวหน้าศูนย์ประสานงานการตรวจวิเคราะห์และเฝ้าระวังโรคทางห้องปฏิบัติการ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
แม้การระบาดของโรคไข้หวัดนกจะเป็นปัญหาวิกฤติของประเทศไทย
และมีแนวโน้มสูงมากที่จะนำไปสู่การระบาดใหญ่ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในโลก
(Influenza pandemic) แต่ถ้าประชาชนมีความรู้
และปฏิบัติตนในการดูแลและรักษาสุขภาพ และช่วยเหลือกันในการควบคุมป้องกันโรค
อย่างถูกต้อง
อย่างน้อยที่สุด ท่านจะเป็นบุคคลสำคัญในการช่วยแก้ไขหรือบรรเทาปัญหาโรคไข้หวัดนกลงได้
โดยเฉพาะสำหรับท่านและคนที่ท่านรัก
โรคไข้หวัดนก
โรคไข้หวัดนกเป็นโรคติดต่อของสัตว์ประเภทนก
ตามปกติโรคนี้ติดต่อมายังคนได้ไม่ง่ายนัก แต่คนที่สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ที่เป็นโรคอาจติดเชื้อได้
โรคไข้หวัดนกมีรายงานการเกิดโรคในคนเป็นครั้งแรกในปี
2540 เมื่อเกิดโรคระบาดของสัตว์ปีกในฮ่องกง โรคไข้หวัดนกเกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์ที่พบในนก
ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคในธรรมชาติ โรคอาจแพร่มายังสัตว์ปีกในฟาร์ม
คนติดโรคได้โดยการสัมผัสกับสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตาย
เชื้อที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และมูลของสัตว์ป่วย
อาจติดมากับมือ และเข้าสู่ร่างกายทางเยื่อบุของจมูกและตา
ทำให้เกิดโรคคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีระยะฟักตัว ซึ่งหมายถึง
ตั้งแต่ผู้ป่วยได้รับเชื้อ จนกระทั้งมีอาการ โดยส่วนใหญ่ประมาณ
2 ถึง 8 วัน (เฉลี่ย 4 วัน) โรคไข้หวัดนกเกิดจากเชื้อไวรัส
อยู่ใน family Orthomyxoviridae, genus Influenzavirus)
ลักษณะอาการผู้ป่วยโรคไข้หวัดนก
ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง
หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย
เจ็บคอ ไอ ผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ
หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายไม่ดี
มักมีอาการรุนแรงได้ โดยจะมีอาการหอบ หายใจลำบาก
เนื่องจากปอดอักเสบรุนแรง ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดนก
ได้แก่ ผู้ที่ทำงานในฟาร์มสัตว์ปีก ผู้ที่ฆ่าหรือชำแหละสัตว์ปีก
ในพื้นที่ที่เกิดโรคไข้หวัดนกระบาด และชาวบ้านซึ่งสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยซึ่งเลี้ยงไว้ตามบ้าน
หรือพักอาศัยในหมู่บ้านที่มีสัตว์ปีกป่วยหรือตายผิดปกติ
การติดต่อของเชื้อ
เชื้อจะอยู่ในส่วนของลำไส้ของสัตว์ปีกเป็นส่วนใหญ่
และพบได้ในระบบทางเดินหายใจของสัตว์ปีก เชื้อไวรัสไข้หวัดนกแพร่กระจายออกมากับอุจจาระ
น้ำมูก สิ่งคัดหลั่งอื่นๆ ปนเปื้อนในแหล่งน้ำ
ดิน พืช สัตว์ปีกทุกชนิดสามารถได้รับเชื้อผ่านทางเดินหายใจ
ทางปาก ทางเยื่อบุต่างๆ หรือทางบาดแผล เชื้อมักปนเปื้อนมากับน้ำ
อาหาร
ลักษณะการแพร่กระจายของเชื้อ
เป็นไปได้ 3 ทาง คือ
1. การแพร่กระจายระหว่างสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง
เชื้อจะพบในอุจจาระของสัตว์ที่ติดเชื้อมาแล้วนาน
7-14 วัน หรือ มากกว่า 14 สัปดาห์ เชื้อชอบสิ่งแวดล้อมที่มีความชื้น
และอุณหภูมิต่ำ จะสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว
โดยเฉพาะในปุ๋ยคอก การแพร่กระจายระหว่างฟาร์ม
เกิดจาก การเดินเข้าออกในฟาร์มโดยไม่ล้างเท้าและรองเท้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อนกป่า
โดยเฉพาะนกเป็ดน้ำ เป็นตัวแพร่เชื้อที่ต้องระวังเช่นกัน
นอกจากนี้เชื้ออาจพบเชื้อบนเปลือกไข่ได้ ทั้งชั้นนอกและชั้นใน
ซึ่งอาจแพร่เชื้อระหว่างการนำเข้าไปยังตู้ฟักการพัดของลมไม่สามารถแพร่กระจายเชื้อไปยังฟาร์มอื่นได้
ส่วนใหญ่การแพร่เชื้อระหว่างฟาร์มเกิดจากการเคลื่อนย้ายรถ
คน เครื่องมืออุปกรณ์ระหว่างฟาร์ม นอกจากนี้ แมลงวัน
หนู และสัตว์ฟันแทะอื่นๆ ก็อยู่ในข่ายน่าสงสัยว่าจะแพร่เชื้อได้หรือไม่
2. การแพร่กระจายระหว่างสัตว์ปีก
การแพร่โรคระหว่างสัตว์ปีกหรือในฝูงสัตว์ปีก
มักพบผ่านทางเดินหายใจ โดยเชื้อซึ่งมาจากน้ำคัดหลั่งของสัตว์ที่เป็นโรค
จะฟุ้งกระจายในอากาศ นอกจากนี้ยังมาจากการสัมผัสอุจจาระสัตว์ป่วย
3. กระแพร่กระจายโรคจากสัตว์สู่คน
มนุษย์สามารถได้รับเชื้อผ่านทางเดินหายใจ
ทางปาก บาดแผลผิวหนังและเยื่อบุต่างๆ ซึ่งเชื้อมักจะปนเปื้อนมากับอุจจาระ
น้ำคัดหลั่งของสัตว์ป่วย กลุ่มเสี่ยงได้แก่คนที่ทำงานในฟาร์ม
คนเชือดไก่ คนเลี้ยงสัตว์ปีก คนที่เดินผ่านตลาดซื้อขายสัตว์ปีก
คนที่สัมผัสเนื้อสัตว์ปีกที่ปนเปื้อน คนที่สัมผัสไข่ไก่ที่ปนเปื้อนเชื้อ
สามารถได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย
อาการของสัตว์ป่วย
ท่านสามารถสังเกตได้ดังนี้
สัตว์ปีกส่วนใหญ่จะตายอย่างปัจจุบันทันด่วน จนไม่สามารถสังเกตอาการได้
สัตว์ปีกที่ป่วยจะมีน้ำมูก ไอจาม หลอดลมอักเสบ
ผอมแห้ง เบื่ออาหาร ท้องเสีย ไข่ลด ไข่นิ่ม ไข่มีรูปร่างผิดปกติ
เหนียงบวม หงอนบวม หน้าบวม เปลือกตาบวม ข้อบวม
หลอดลมบวมน้ำ มีจุดเลือดออกสีแดงคล้ำบริเวณ เหนียง
หงอน และขา ของสัตว์ปีก การเคลื่อนไหวผิดปกติ
อาจมีอาการชักกระตุก
มาตราการหลักควบคุมโรคระบาดในสัตว์ปีก
ดังนี้
-
การแยกจากสภาวะภายนอก (Isolation)
1.1
ป้องกันการนำสัตว์ปีกเข้าไปเลี้ยงใหม่ในฟาร์ม
หรือ กักกันโรคก่อน 2-3 สัปดาห์และต้องมีการคัดกรองโรคก่อนนำสัตว์เข้าฟาร์ม
1.2 ทำความสะอาด วัชพืช ต้นไม้ รอบๆฟาร์มด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อไวรัส
รวมทั้งโรงเรือนเก็บอาหารเพื่อทำลายแหล่งรังโรค
1.3 กำจัดพาหนะนำโรคต่างๆ อาทิ แมลงวัน หนู
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์ปีกอื่นๆ โดยเพิ่มสิ่งกีดขวาง
ป้องกันนกป่า
นกกระจอก บินเข้าสู่ฟาร์ม กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน
ด้วยการโรยยากำจัดหนอนแมลงและพ่นน้ำยาฆ่าแมลงรอบๆฟาร์ม
และโรยปูนขาวรอบๆบริเวณฟาร์ม กำจัดสัตว์ฟันแทะทุกชนิดภายในฟาร์ม
1.4 กำจัดแหล่งน้ำที่เป็นแหล่งอาศัยของนกเป็ดน้ำซึ่งเป็นพาหนะนำโรค
หรือดึงดูดพวกนกป่าหรือนกตามชายฝั่ง
1.5 กำจัดแหล่งอาหารของพวกนกป่า ขอนไม้เกาะต่างๆในบริเวณรอบๆฟาร์ม
1.6 ให้ความรู้คนงานในฟาร์ม ถึงอันตรายของโรคระบาดและงดติดต่อเดินทางระหว่างฟาร์ม
1.7 จัดหาชุดสวมป้องกันโรคให้กับบุคลากรที่ทำงานในฟาร์ม
อาทอ เสื้อป้องกัน หน้ากาก ถุงมือ รองเท้าบู๊ท
แว่นตากระจกป้องกัน
1.8 ส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรทำฟาร์มเลี้ยงไก่ระบบปิด
- การควบคุมการเคลื่อนย้าย
(Traffic Control)
2.1 ถ้าฟาร์มของท่านตรวจพบโรคระบาด ต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทราบเพื่อเข้าดำเนินการควบคุมโรค
2.2 งดการให้บุคลากรจากที่อื่นเข้าเยี่ยมชมฟาร์ม
2.3 การติดต่อระหว่างฟาร์มควรใช้ทางโทรศัพท์
2.4 ห้ามบุคคลภายนอกที่สงสัยว่าสัมผัสเชื้อเข้าฟาร์ม
2.5 งดเดินทางระหว่างฟาร์ม
2.6 ไม่อนุญาตให้รถบรรทุก หรือรถทุกชนิด เข้าออกภายในฟาร์ม
ถ้าจำเป็นต้องทำความสะอาดล้อรถ ตัวรถด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อและทำความสะอาดร่างกายผู้ขับขี่ด้วย
2.7 จัดให้มีเครื่องนุ่งห่มที่สะอาดฆ่าเชื้อโรคให้มีการผลัดเปลี่ยนก่อนเข้าฟาร์ม
และทำความสะอาดร่างกายด้วยสเปร์ยฆ่าเชื้อก่อนเข้าฟาร์ม
2.8 ทำลายสัตว์ปีกที่ตายแล้วให้ฝังลึกประมาณ
10 เมตร แล้วโรยกลบด้วยปูนขาว
2.9 หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการระบาดของโรค
ไม่จำเป็น
-
การจัดการสุขาภิบาลที่ดี (Sanitation)
3.1 ทำความสะอาดเครื่องมือ โรงเรือนด้วยน้ำยาฆ่าไวรัสหรือใช้ความร้อน
แล้วทำให้แห้ง นอกจากนี้ควรใช้สารกำจัด Organic
material ในฟาร์มเพื่อทำลายแหล่งเก็บโรค
3.2 ล้างทำความสะอาดอุปกรณ์และพาหนะทุกครั้งที่ใช้
ก่อนเข้าฟาร์มและและอุปกรณ์ภายในฟาร์มทุกชิ้นต้องสเปรย์ฆ่าเชื้อทำความสะอาดทุกอาทิตย์
3.3 จำเป็นต้องพักเล้าหลังจากมีการแพร่ระบาดและสเปรย์ฆ่าเชื้อเป็นเวลา
21 วัน
ยาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัส
-
One-Stroke Environ
-
Any detergent
-
Formaldehyde
-
Bleach
- Ammonia
-
Acid
-
ความร้อน 50 องศาเซลเซียส นาน 3 ชั่วโมง ,
60 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที
-
Dying
-
Iodine containing solution
-
phenol (TEK-TROL)
มาตราการป้องกันโรคในตลาดค้าสัตว์ปีก
มีมาตรการป้องกันโรค ดังนี้
-
ใช้ลังพลาสติกทดแทนลังไม้สำหรับใส่ไก่
-
ทำความสะอาดบริเวณพื้นและตาชั่งทุกครั้งหลังจำหน่ายสัตว์ปีก
ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
- ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดเครื่องมือ
อุปกรณ์, ลังใส่ไก่ ,พาหนะ ก่อนนำกลับเข้าฟาร์มทุกครั้ง
-
ควรแยกสัตว์ปีกที่มาจากต่างฟาร์มไว้คนละบริเวณกัน
-
ห้ามนำสัตว์ปีกที่ขายไม่หมดกลับเข้าไปในฟาร์ม
-
ถ้ามีการแพร่ระบาดมากๆให้สั่งปิดตลาดซื้อขายสัตว์ปีกชั่วคราว
-
กรณีสงสัยสัตว์ปีกเป็นโรคระบาดให้ติดต่อหน่วยงานปศูสัตว์เพื่อควบคุมโรคระบาด
หรือประสานงานผ่านหน่วยงานด้านสาธารณสุข เช่น
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
-
อนุญาตให้จำหน่ายสัตว์ปีกมีชิวิตที่ผ่านการรับรองฟาร์มมาตรฐานเท่านั้น
- อนุญาตให้จำหน่ายสัตว์ปีกที่ชำแหละแล้ว
เฉพาะที่ผ่านการรับรองจากโรงฆ่าสัตว์ที่ได้มาตรฐานเท่านั้น
คำแนะนำสำหรับผู้บริโภคไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่
-
เพื่อป้องกันโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจและโรคติดเชื้อระบบทางเดินอาหาร
การบริโภคเนื้อสัตว์ รวมทั้งเนื้อไก่และไข่ไก่
โดยทั่วไปจึงควรรับประทานเนื้อที่ปรุงให้สุกเท่านั้น
เนื่องจากเชื้อโรคต่าง ๆ ที่อาจปนเปื้อนมา
ไม่ว่าจะเป็นไวรัส แบคทีเรีย หรือพยาธิ จะถูกทำลายไปด้วยความร้อน
-
เนื้อไก่และไข่ไก่ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดในขณะนี้
ถือว่ามีความปลอดภัย สามารถบริโภคได้ตามปกติ
แต่ต้องรับประทานเนื้อไก่และไข่ที่ปรุงสุกเท่านั้น
งดการประทานอาหารที่ปรุงกึ่งสุกกึ่งดิบ
-
เลือกรับประทานไข่ที่ปรุงสุกอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่มีปัญหาโรคระบาดในไก่
คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบอาหาร
ผู้ประกอบอาหารทั้งที่เพื่อการจำหน่ายและแม่บ้านที่เตรียมอาหารในครัวเรือน
เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการป้องกันโรคติดต่อจากอาหาร
ควรปฏิบัติตนดังนี้
-
ควรเลือกซื้อเนื้อไก่และผลิตภัณฑ์จากไก่จากแหล่งที่มีการรับรองมาตรฐาน
หรือร้านค้าประจำ และเลือกซื้อไก่สดที่ไม่มีลักษณะบ่งชี้ว่าอาจตายด้วยโรคติดเชื้อ
เช่น มีเนื้อมีสีคล้ำ มีจุดเลือดออก เป็นต้น
สำหรับไข่ ควรเลือกฟองที่ดูสดใหม่และไม่มีมูลไก่ติดเปื้อนที่เปลือกไข่
ก่อนปรุงควรนำมาล้างให้สะอาด
-
ไม่ใช้มือที่เปื้อนมาจับต้องจมูก ตา และปาก
และหมั่นล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจับต้องเนื้อสัตว์และเครื่องในสัตว์
-
ควรแยกเขียงสำหรับหั่นเนื้อไก่ และมีเขียงสำหรับหั่นอาหารที่ปรุงสุกแล้ว
หรือผัก ผลไม้ โดยเฉพาะ ไม่ใช้เขียงเดียวกัน
ผู้ชำแหละไก่
ผู้ชำแหละไก่อาจมีความเสี่ยงจากการติดโรคจากสัตว์
จึงควรระมัดระวังขณะปฏิบัติงาน ดังนี้
-
ต้องไม่ซื้อไก่ที่มีอาการผิดปกติจากการติดเชื้อ
เช่น ซึมหงอย ขนฟู หน้า หงอน หรือเหนียงบวมคล้ำ
มีน้ำมูก หรือขี้ไหล เป็นต้น หรือไก่ที่ตายมาชำแหละขาย
-
ไม่ขังสัตว์ปีกจำพวก ไก่ เป็ด ห่าน ฯลฯ ที่รอชำแหละไว้ในกรงใกล้
ๆ กัน เพราะจะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เชื้อโรคกลายพันธุ์
จนอาจเกิดเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่เป็นอันตรายทั้งต่อคนและสัตว์ได้
-
ควรทำความสะอาดกรงและอุปกรณ์อย่างสม่ำเสมอ
ด้วยน้ำผงซักฟอก และนำไปผึ่งกลางแดดจัด ๆ
นอกจากนั้นอาจราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเดือนละ
1- 2 ครั้ง
-
หากสัตว์ที่ชำแหละมีลักษณะผิดปกติ เช่น มีจุดเลือดออก
มีน้ำหรือเลือดคั่ง หรือจุดเนื้อตายสีขาวที่เครื่องใน
หรือเนื้อมีสีผิดปกติ ต้องไม่นำไปจำหน่าย
และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาตรวจสอบทันที
เพราะอาจเป็นโรคระบาด
-
ต้องล้างบริเวณชำแหละสัตว์ให้สะอาดด้วยน้ำผงซักฟอก
และควรราดน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นการชำแหละไก่
-
ผู้ชำแหละไก่ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง
โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน
ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา รองเท้าบู๊ท
และต้องหมั่นล้างมือบ่อย ๆ
-
รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด
และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ
ส่วนเสื้อผ้าชุดเดิม พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน
ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาด
และผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง
ผู้ขนย้ายสัตว์ปีก
ผู้ขนย้ายสัตว์ปีกควรระมัดระวังตนเองไม่ให้ติดโรคจากสัตว์
และป้องกันการนำเชื้อจากฟาร์มหนึ่งไปยังแพร่ยังฟาร์มอื่น
ๆ จึงควรเน้นการปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
-
งดซื้อสัตว์จากฟาร์มที่มีสัตว์ตายมากผิดปกติ
-
เมื่อขนส่งสัตว์เสร็จในแต่ละวัน ต้องรีบล้างทำความสะอาดรถให้สะอาดด้วยน้ำผงซักฟอก
สำหรับกรงขังสัตว์ควรราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
-
ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย
เช่น ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ รองเท้าบู๊ท และต้องหมั่นล้างมือบ่อย
ๆ
-
รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด
และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ
ส่วนเสื้อผ้าชุดเดิมและเครื่องป้องกันร่างกาย
ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาด และผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง
เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่
เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงไก่
รวมทั้งผู้เลี้ยงสัตว์ และผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์ในฟาร์มที่มีการะบาด
เป็นกลุ่มประชาชนที่เสี่ยงต่อการติดโรคจากสัตว์
ดังนั้นจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้
-
เกษตรกรผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงไก่ ต้องป้องกันไม่ให้สัตว์อื่น
ๆ รวมทั้งนกทุกชนิด และสัตว์พาหะนำโรค เช่น
หนู เป็นต้น เข้ามาในโรงเรือน เพราะอาจนำเชื้อโรคเข้ามาแพร่ให้ไก่ได้
นอกจากนั้นจะต้องรักษาความสะอาดในโรงเรือนให้ดีอยู่เสมอ
และหากมีไก่ป่วยหรือตายไม่ว่าด้วยสาเหตุใด
ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที
ต้องไม่นำไก่ป่วยหรือตายออกมาจำหน่าย และทำการกำจัดทิ้งตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อย่างเคร่งครัด
เช่น อาจฝังให้ลึกแล้วราดน้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือปูนขาว
หรือนำไปเผา เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อมาสู่สัตว์หรือคน
-
ผู้ที่เลี้ยงสัตว์หรือผู้ที่ต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์ในฟาร์มที่มีการระบาด
ไม่ว่าจากสาเหตุใด ควรดูแลระมัดระวังตนเองอย่างถูกต้อง
โดยใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย เช่น พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน
ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา รองเท้าบู๊ท
และต้องหมั่นล้างมือบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจับต้องสัตว์ป่วย
หรือซากสัตว์ที่ตาย
-
รีบอาบน้ำชำระร่างกายด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาด
และต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกครั้งหลังปฏิบัติงานเสร็จ
เสื้อผ้าชุดเดิม พลาสติกหรือผ้ากันเปื้อน
ผ้าปิดปากจมูก ถุงมือ แว่นตา ควรนำไปซักหรือล้างให้สะอาด
และผึ่งกลางแดดให้แห้งสนิทก่อนนำมาใช้อีกครั้ง
การป้องกันโรคให้แก่เด็ก
-
เนื่องจากเด็กมักมีนิสัยชอบเล่นคลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงรวมทั้งไก่และนก
และหากติดเชื้อไข้หวัดนกมักป่วยรุนแรง ดังนั้นในช่วงที่มีโรคระบาดในสัตว์ปีก
มีสัตว์ตายมากผิดปกติ พ่อ แม่ ผู้ปกครองควรระมัดระวังดูแลเด็กให้ใกล้ชิด
และเตือนไม่ให้เด็กอุ้มไก่หรือนก จับต้องซากสัตว์ที่ตาย
และต้องฝึกสุขนิสัยที่ดี โดยเฉพาะการล้างมือทุกครั้งหลังจับต้องสัตว์
-
หากเด็กมีอาการป่วย สงสัยเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ
ต้องรีบพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาโดยเร็ว
โดยทั่วไปเมื่อได้รับการรักษาและดูแลอย่างถูกต้อง
เด็กจะค่อย ๆ มีอาการดีขึ้นภายใน 2 ถึง 7
วัน ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการรุนแรงขึ้น
เช่น มีอาการหอบ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
คำแนะนำทั่วไปในการรักษาสุขภาพและพฤติกรรมอนามัยเพื่อป้องกันโรคติดต่อ
-
ควรรักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคได้ดี
โดยการรับประทานอาหารให้ครบถ้วน รวมทั้งผักและผลไม้
งดบุหรี่และสุรา นอนหลับพักผ่อนให้พอเพียง
ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และในช่วงอากาศเย็น
ควรสวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น
-
หากมีอาการไม่สบาย เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น
เจ็บคอ ไอ เป็นต้น ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที
และแจ้งแพทย์ด้วยว่าทำงานในฟาร์มเลี้ยงสัตว์
หรือมีประวัติสัมผัสซากสัตว์
ข้อแนะนำขั้นตอนการล้างตลาดอย่างถูกหลักสุขาภิบาลในช่วงการเกิดโรคระบาด
-
ในบริเวณที่มีการระบาดของโรคติดต่อ ควรล้างตลาดอย่างถูกหลักสุขาภิบาลอย่างน้อยสัปดาห์ละ
1 ครั้ง
-
กวาดหยากไย่ หรือ เศษสิ่งสกปรกที่ติดบน ฝาผนัง
โคมไฟ พัดลม
-
เจ้าของแผงทำความสะอาดแผง และร่องระบายน้ำเสีย
กวาดเศษขยะไปรวมทิ้งไว้ในบริเวณพักขยะ หรือในที่ที่จัดไว้
รวมทั้งกำจัดแมลงและสัตว์นำโรคที่อาศัยอยู่ในบริเวณตลาดด้วย
-
บนแผงหรือพื้นที่ที่คราบไขมันจับ ใช้น้ำผสมโซดาไปราดลงบนพื้นหรือแผง
ทิ้งไว้นาน 15-30 นาที และใช้แปรงลวดถูช่วยในการขจัดคราบไขมัน
ส่วนบริเวณอื่นใช้ผงซักฟอกช่วยในการล้างทำความสะอาด
(โซดาไฟ ใช้ชนิด 96% ในอัตราส่วน 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ
1/2 ปี๊ป ในบริเวณที่ไขมันจับตัวหนา และ 1
ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 1/2 ปี๊ป ในบริเวณที่ไขมันน้อย)
-
ใช้น้ำสะอาดฉีดล้างบนแผง ทางเดิน ฝาผนังและกวาดล้างลงสู่ร่องระบายน้ำเสีย
เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก โซดาไฟหรือผงซักฟอกให้หมด
-
ใช้น้ำผสมผงปูนคลอรีน (ใช้ผงปูนคลอรีน 60%
ในอัตราส่วน 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ปี๊ป) ใส่ลงในบัวรดน้ำ
และรดบริเวณแผง ทางเดิน ร่องระบายน้ำเสียให้ทั่ว
ปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้คลอรีนฆ่าเชื้อโรคและกำจัดกลิ่น
ส่วนบริเวณที่มีกลิ่นคาวให้ใช้หัวน้ำส้มสายชูผสมน้ำให้เจือจาง
แล้วราดบริเวณที่มีกลิ่นคาว โดยเฉพาะแผงขายสัตว์ปีก
ควรฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนทุกวัน
-
บริเวณห้องน้ำ ห้องส้วม อ่างล้างมือ ที่ปัสสาวะ
และก๊อกน้ำสาธารณะที่ใช้ในตลาด ต้องล้างทำความสะอาดโดยใช้ผงซักฟอกช่วยและล้างด้วยน้ำสะอาด
-
บริเวณที่พักขยะต้องเก็บรวบรวมขยะไปกำจัดให้หมด
แล้วล้างทำความสะอาดและทำการฆ่าเชื้อ ใช้น้ำผสมผงปูนคลอรีน
(ใช้ผงปูนคลอรีน 60% ในอัตราส่วน 1 ช้อนชาต่อน้ำ
1 ปีป) ใส่ลงในบัวรดน้ำ และรดบริเวณแผง ทางเดิน
ร่องระบายน้ำเสียให้ทั่ว ปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้คลอรีนฆ่าเชื้อโรคและกำจัดกลิ่น
ส่วนบริเวณที่มีกลิ่นคาวให้ใช้หัวน้ำส้มสายชูผสมน้ำให้เจือจาง
แล้วราดบริเวณที่มีกลิ่นคาว โดยเฉพาะแผงขายสัตว์ปีก
ควรฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนทุกวัน
เอกสารอ้างอิง
-
WHO. Available from: http://www.who.int/csr/disease/avian_influenza/en,
February 16, 2005.
-
กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. Available
from URL: http://www.dld.go.th/home/bird_flu/bird_flu1.html,
February 16, 2005.
-
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. Available
from URL: http//www-ddc.moph.go.th/m_faq.php,
February 16, 2005
-
OIE Technical Disease Card (updated: 22.04.2002)