มุมสุขภาพ


ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

ร.ต.อ.นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ
ประธานคณะกรรมการด้านสุขภาพบุคลากร
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข

       มะเร็งเต้านมเป็นโรคที่ผู้หญิงกลัวมากที่สุดโรคหนึ่ง ผู้ชายเป็นมะเร็งเต้านมได้เช่นกัน แต่พบได้ยาก ก้อนมะเร็งเต้านมที่เกิดขึ้นมักไม่เจ็บและมีลักษณะผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น มีของเหลวไหลออกจากหัวนม (อาจใสหรือมีเลือดปน) หัวนมมีรูปร่างผิดไป (เช่น มีลักษณะถูกดึงรั้ง หรือบุ๋ม) ขนาดและเค้าโครงเต้านมเปลี่ยนไป ผิวหนังบริเวณเต้านมมีสีแดงและไม่เนียน อาจเกิดรอยบุ๋มเล็ก ๆ คล้ายผิวส้ม มะเร็งเต้านมมักเริ่มที่ท่อน้ำนม แต่อาจเริ่มเกิดที่บริเวณอื่น ๆ ของเต้านมได้

       ก้อนในเต้านมส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง ก้อนเหล่านั้นอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น มีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อทำให้เกิดเป็นก้อน การมีแคลเซียมมาเกาะที่เนื้อเยื่อ การเกิดถุงน้ำในเต้านม การบาดเจ็บของเต้านมซึ่งอาจเกิดจากแรงกระแทก การอักเสบของเต้านมจากการติดเชื้อโดยเฉพาะในผู้ที่ให้นมบุตร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้นควรเข้ารับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเต้านม

  1. พันธุกรรม พบได้ประมาณ 5-10
  2. การกลายพันธุ์ของยีนบางชนิด เช่น breast cancer gene 1 (BRCA1) หรือ BRCA2 ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดทั้งมะเร็งเต้านมและมะเร็งรังไข่ (อาจรวมถึงมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วย) นอกจากนี้หากมีการกลายพันธุ์ของยีนอื่นบางชนิดร่วมด้วยจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม การกลายพันธ์อาจเป็นพันธุกรรมหรือเกิดจากการสัมผัสกับรังสีหรือสารเคมี ผู้หญิงที่เคยได้รับการฉายรังสีบริเวณทรวงอกในวัยเด็กจะมีโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมได้มากกว่าปกติ การสัมผัสกับสารพวก polycyclic aromatic hydrocarbons ที่พบในบุหรี่และเนื้อที่ไหม้เกรียมก่อให้เกิดการกลายพันธุ์ของยีนได้
  3. อายุ ความเสี่ยงเพิ่มตามอายุ มะเร็งเต้านมมักไม่พบในผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี แต่เกือบ 80% ของมะเร็งเต้านมเกิดในผู้ที่อายุกว่า 50 ปี
  4. ผู้ที่มีประวัติว่าเคยเป็นมะเร็งเต้านมข้างหนึ่งมาแล้ว มีโอกาสสูงที่จะเกิดกับอีกข้างหนึ่ง
  5. ประวัติครอบครัว หากมีคนในครอบครัว เช่น มารดา พี่สาวหรือน้องสาว หรือลูกสาว เป็นมะเร็งเต้านมหรือมะเร็งรังไข่หรือทั้งสองอย่าง จะมีโอกาสสูงในการเกิดมะเร็งเต้านม
  6. โรคอ้วน มีความสัมพันธ์อย่างมากระหว่างผู้ที่เป็นโรคอ้วนกับการเป็นมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออ้วนมากในวัยหลังหมดระดู เนื่องจากเซลล์ไขมันสร้างเอสโตรเจนได้
  7. การสัมผัสกับเอสโตรเจนเป็นเวลานาน เช่น หมดระดูช้า (หลังอายุ 55 ปี) หรือเริ่มมีระดูเร็ว (ก่อนอายุ 12 ปี) ผู้ที่ไม่มีบุตรหรือผู้ที่มีบุตรคนแรกเมื่ออายุ 35 ปี หรือเกินกว่านั้น
  8. การได้รับยาฮอร์โมนทดแทน ยาคุมกำเนิดประเภทเอสโตรเจนและ/หรือโปรเจสโตเจน ผู้ที่จำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนทดแทนต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์
  9. แอลกอฮอล์ มีความสัมพันธ์อย่างมากระหว่างการดื่มแอลกฮอล์กับการเป็นมะเร็งเต้านม การได้รับเพียงวันละ 10 กรัมทุกวัน (ไม่ว่าจะอยู่ในรูปวิสกี้ไวน์หรือเบียร์) ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมจะเพิ่ม 10%
    10. ออกกำลังกายน้อย ผู้หญิงที่ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30-60 นาที อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมได้ 10-18% การเดินให้ประสิทธิผลพอ ๆ กับการออกกำลังกายแบบหักโหม การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลาอย่างน้อย 10 ปี ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก การออกกำลังกายยังช่วยลดไขมันซึ่งเป็นแหล่งสร้างเอสโตรเจนที่สำคัญในหญิงวัยหมดระดูอีกด้วย
  10. การรับประทานไขมันมากและเส้นใยอาหารต่ำ การรับประทานอาหารที่มีไขมันมากมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งเต้านม ตรงกันข้ามกับการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยมาก เช่น ผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช ที่อาจช่วยลดระดับเอสโตรเจนในเลือด


การรักษามะเร็งเต้านม
       วิธีที่ใช้รักษาขึ้นกับระยะของโรค ส่วนใหญ่ต้องทำการตรวจ และตามด้วยการรักษาเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ เช่น การผ่าตัด ให้การฉายแสง ให้เคมีบำบัดหรือให้ยาต้านฮอร์โมนเอสโตรเจน การฉายแสงเป็นการให้รังสีเอกซ์ที่มีพลังงานสูงเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็ง และทำให้ก้อนมะเร็งฝ่อ ไม่ทำให้ผู้ป่วยเจ็บปวด แต่เกิดอาการข้างเคียงได้หลายอย่าง เช่น อ่อนเพลีย ผิวที่สัมผัสรังสีจะแดง อักเสบ เหมือนถูกแดดเผา ผมร่วง เยื่อบุช่องปากและหลอดอาหารอักเสบ เนื้อเยื่อเต้านมมีการเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้รังสีอาจไปทำอันตรายต่อปอด หัวใจและเส้นประสาท


การป้องกัน
       การป้องกันที่สำคัญที่สุด คือ การค้นหาโรคตั้งแต่ยังไม่มีอาการ เพื่อจะได้รีบรักษาก่อนที่จะลุกลาม
       การตรวจเต้านมด้วยตนเอง
       ช่วงไหนที่เหมาะ ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการตรวจเต้านมด้วยตนเอง จริง ๆ แล้วสามารถตรวจได้ทุกวัน แต่พบว่าช่วง 7 วันหลังมีประจำเดือน ช่วงนี้เต้านมจะไม่ตึงจนเกินไป จะทำให้ตรวจง่าย
       เริ่มเมื่อไหร่ดี? จริง ๆ เราสามารถคลำได้ทุกวันที่มีโอกาส เริ่มตั้งแต่อายุ 20 ปีเลยก็ได้ ส่วนเมื่ออายุ 35 ปี ขึ้นไป (หรือ 30 ปีขึ้นไป ในคนไข้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม ก็ไปทำ Mammogram ปีละครั้ง)
       ตรวจอย่างไร การตรวจเต้านมด้วยตนเองมี 3 วิธี

  1. ยืนหน้ากระจก
           - ปล่อยแขนแนบข้างลำตัวตามสบาย เปรียบเทียบเต้านมทั้ง 2 ข้าง ว่ามีการบิดเบี้ยวของหัวนม ความสูงต่ำของหัวนม หรือสิ่งผิดปกติอื่น ๆ หรือไม่
           - ประสานมือทั้ง 2 ข้าง เหนือศีรษะ แล้วกลับมาอยู่ในท่าท้าวสะเอว พร้อมสังเกตสิ่งที่ผิดปกติ
           - ให้โค้งตัวมาข้างหน้าโดยใช้มือทั้ง 2 ข้าง วางบนเข่า ในท่านี้เต้านมห้อยไปทางตรง อาจมองเห็นความผิดปกติได้ชัดมากขึ้น
  2. นอนราบ
           - นอนในท่าที่สบายแล้วสอดหมอน หรือม้วนใต้ผ้าใต้ไหล่ซ้าย
           - ยกแขนข้างเดียวกับเต้านมที่จะตรวจเหนือศีรษะ เพื่อให้เต้านมด้านนั้นแผ่ราบ ซึ่งจะทำให้คลำพบก้อนได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะส่วนบนด้านนอก ซึ่งมีเนื้อนมหนามากที่สุด และเกิดมะเร็งบ่อยกว่าส่วนอื่น
           - ให้ใช้ 3 นิ้ว คือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง คลำทั่วทั้งเต้านมและรักแร้ ที่สำคัญห้ามบีบเนื้อเต้านม เพราะจะทำให้รู้สึกว่ามีก้อน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่
  3. ขณะอาบน้ำ
           - สำหรับผู้หญิงที่มีเต้านมขนาดเล็ก ให้วางมือข้างเดียวกับเต้านมที่ต้องการตรวจบนศีรษะ แล้วใช้มืออีกข้างคลำในทิศทางเดียวกับที่คลำในท่านอน
           - สำหรับผู้หญิงที่มีเต้านมขนาดใหญ่ ให้ใช้มือข้างนั้นประคองและตรวจคลำเต้านมจากด้านล่าง ส่วนมืออีกข้างให้คลำจากด้านบน

วิธีการคลำ มีดังนี้
       การคลำในแนวก้อนหอย โดยเริ่มจากส่วนบนไปตามแนวก้อนหอย จนกระทั่งถึงฐานเต้านมบริเวณรักแร้
       การคลำในแนวขึ้นลง เริ่มจากใต้เต้านมถึงรักแร้แล้วขยับนิ้วทั้ง 3 คลำในแนวขึ้นและลงสลับกันไปเรื่อย ๆ จนทั่วทั้งเต้านม
       การคลำในแนวรูปลิ่ม เริ่มจากส่วนบนของเต้านมจนถึงฐานแล้วกลับสู่ยอดอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ให้ทั่วทั้งเต้านม