มุมสุขภาพ


STROKE ภัยเงียบของนักวิทย์

โดย.   พ.ญ. มยุรา กุสุมภ์

          ตั้งแต่ปีกลายมาถึงปีนี้เป็นเวลาไม่ถึงปี มีนักวิทย์ของเราอย่างน้อย 3 ท่านเจ็บป่วยถึงขั้นพิการ ด้วยโรคหรือภาวะที่เรียกว่า STROKE นี่แสดงว่านักวิทย์เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อ STROKE ใช่หรือไม่….
          ก่อนที่เพื่อนร่วมวิชาชีพจะตกใจกับอุบัติการณ์ที่ว่านี้ เรามาทำความรู้จักกับ STROKE กันก่อนดีกว่า


STROKE คืออะไร

          STROKE คือการเกิดภาวะบกพร่องของระบบประสาทเฉพาะที่อย่างฉับพลันทันใด ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดมีเลือดออกในสมองหรือการที่สมองขาดเลือด

          Stroke แบ่งตามความผิดปกติของสมองได้ 2 ชนิดคือ

  1. Ischemic stroke เป็นภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง พบมากถึง 80 % มีสาเหตุเกิดจาก
              - Cerebral thrombosis เนื่องจากหลอดเลือดตีบลง อาจเกิดจากหลายสาเหตุเช่น เส้นเลือดอักเสบหรือผนังเส้นเลือดที่หนาตัว ที่มักเป็นในผู้ป่วยเบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง
              - Cerebral embolism เกิดจากก้อนเล็กๆที่เรียก emboli ส่วนใหญ่เป็นก้อน blood clot จากหัวใจหรือเส้นเลือดใหญ่ที่ถูกบีบให้ล่องลอย ขึ้นไปตามหลอดเลือดสู่สมองผ่าน carotid artery และไปอุดหลอดเลือดไว้ในที่สุด emboli จากหัวใจมักเกิดจากการที่หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ ลิ้นหัวใจรั่วทำให้เกิดลิ่มเลือด เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ การใส่ลิ้นหัวใจเทียม กล้ามเนื้อหัวใจตาย หรือเกิดจากเส้นเลือดที่เป็นแผล (atherosclerosis)
              - Transient ischemic attack (TIA) หรือ mini stroke เป็นภาวะที่เกิดชั่วคราวไม่ถึง 1 วัน ไม่มี brain damage อาจจะมีอาการชาหรืออ่อนแรงของกล้ามเนื้อหรือระดับความรู้ตัวเปลี่ยนไป
  2. Hemorrhagic stroke คือภาวะเลือดออกในสมอง พบประมาณ 20 % แต่มีอัตราตายสูงกว่าแบบแรก เกิดจาก
              - Cerebral Hemorrhage มีเลือดออกในสมองเกิดจากเส้นเลือดแตก
              - Subarrachnoid hemorrhage เกิดเมื่อเส้นเลือดที่ผิวเยื่อหุ้มสมองแตก และมีเลือดออกในช่องว่างระหว่างสมองกับกระโหลก

          ทั้งหมดนี้จะส่งผลให้เกิดการตายของเซลล์สมอง ทำให้หน้าที่ของสมองส่วนนั้นสูญเสียไป เช่น การพูด การเคลื่อนไหว ความจำ ระดับความรู้สึกตัว ปวดหัวเวียนหัว

          มีศัพท์อื่นๆ ที่แพทย์ใช้เรียกแทน stroke หลายคำที่หลายคนอาจเคยได้ยินมาแล้ว อาทิ
                    brain attack ( คล้ายโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันที่เรียก heart attack)
                    cerebrovascular accident ( CVA) Transient ischemic attack (TIA)
                    Cerebral Hemorrhage
                    Intracranial hemorrhage
                    Cerebral embolism

ปัจจัยเสี่ยง ความดันโลหิตสูง หรือเคยเป็น TIA
สูบบุหรี่
เบาหวาน
ไขมันในเลือดสูง
เป็นโรคหัวใจ
ความผิดปกติของหลอดเลือด
โรคเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือด เลือดข้นหรือเม็ดเลือดแดงสูง
สูงอายุ เพศหญิง ดื่มสุรา กรรมพันธุ์ ฯลฯ

จะเห็นว่าเป็นนักวิทย์หรือไม่เป็นนักวิทย์ก็เสี่ยงเหมือนกันถ้าท่านมีปัจจัยเสี่ยงดังที่กล่าวมา

ความสำคัญของ stroke
stroke เป็นภาวะฉุกเฉินที่จะต้องไปถึงโรงพยาบาลอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

การดูแลรักษา

                     Ischemic Stroke ปัจจุบันนี้มียาระเบิด blood clot เป็นพวก tissue plasminogen activator ที่ช่วยละลายลิ่มเลือดที่อุดตัน แต่ต้องรักษาเร็วภายใน 3 ชั่วโมง หลังจากมีอาการ เร็วๆนี้มีงานวิจัยว่าน้ำลายค้างคาวสามารถให้เข้าเส้นเลือดเพื่อช่วยละลายลิ่มเลือดได้แม้ว่าจะรักษาช้าภายใน 9 ชั่วโมง นอกจากนั้นจะเป็นยาพวกป้องกันการทำลายของเนื้อสมอง ได้แก่การใช้ glutamate antagonist, calcium antagonist ,opiate antagonist รวมทั้ง antioxidants
                    Hemorhagic stroke มีทั้งการรักษาโดยการผ่าตัดและไม่ผ่าตัด ขึ้นอยู่กับขนาดและอันตรายจากก้อนเลือดรวมทั้งความเสี่ยงจากการผ่าตัด


การป้องกัน
                     ลดปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดัน ต้องได้รับการรักษา
                     ให้ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือด
                     ลดไขมันในเลือด
                     รักษาโรคหัวใจที่เป็นอยู่