มุมสุขภาพ


ความรู้เรื่องโรคไข้หวัดนกและการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อสำหรับประชาชน

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ    

       โรคไข้หวัดนก มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส Avian Influenza type A ในตระกูล Orthomyxoviridae ซื่งเป็น RNA ไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้ม โดยมีแอนติเจนที่สำคัญ ได้แก่ Hemagglutinin (H) ซึ่งมีอยู่ 15 ชนิด และ Neuraminidase (N) ซึ่งมีอยู่ 9 ชนิด โดยเชื้อไวรัสไข้หวัดนก เป็นเชื้อในกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ1

มีแหล่งรังโรคหรือแหล่งของเชื้อโรค
ได้แก่ นกเป็ดน้ำ นกอพยพ และนกตามธรรมชาติ โดยที่สัตว์เหล่านี้ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการป่วย แต่สำหรับเป็ด ไก่ในฟาร์มและในบ้านสามารถติดเชื้อและแสดงอาการของโรคได้

สำหรับวิธีการติดต่อของโรคระหว่างสัตว์ เกิดจากเชื้อไวรัสจะถูกขับถ่ายออกมาทางอุจจาระจากนกและติดต่อสู่สัตว์ปีกที่ไวต่อการรับเชื้อทางระบบทางเดินหายใจและทางเดินอาหาร โรคไข้หวัดนกในสัตว์ปีก มีระยะฟักตัวหรือระยะเวลาตั้งแต่สัตว์ปีกได้รับเชื้อ จนกระทั่งมีอาการของโรคนี้ สั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงถึง 3 วัน อาการในสัตว์ปีกจะมีอาการซึม ซูบผอม ไม่กินอาหาร ขนยุ่ง ไข้ลด ไอ จาม หายใจลำบาก หน้าบวม หงอนและเหนียงบวม มีสีคล้ำ มีอาการทางประสาท ท้องเสีย อาจตายกระทันหันโดยไม่แสดงอาการ อัตราการตายอาจสูงถึงร้อยละ 100

วิธีการติดต่อระหว่างสัตว์สู่คน คนสามารถติดเชื้อจากสัตว์ได้จากการสัมผัสสัตว์ป่วยโดยตรง และโดยทางอ้อม จากการสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งจากสัตว์ที่เป็นโรค เช่น อุจจาระ น้ำมูก น้ำตา น้ำลายของสัตว์ที่ป่วย จากระบบการเฝ้าระวังโรคที่ผ่านมา ยังไม่พบว่ามีการติดต่อระหว่างคนสู่คน ผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรค เช่น ผู้ที่มีอาชีพและใกล้ชิดกับสัตว์ปีก เช่น ผู้เลี้ยง ฆ่า ขนส่ง ขนย้าย ผู้ขายสัตว์ปีกและซากสัตว์ปีก สัตวบาล และสัตวแพทย์ รวมถึงเด็กที่เล่นและคลุกคลีกับสัตว์2

โรคไข้หวัดนก มีระยะฟักตัว ซึ่งหมายถึง ระยะเวลาตั้งแต่คนได้รับเชื้อจนกระทั่งมีอาการ
โดยส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 3 วัน (1 ถึง 7 วัน)3 ในคนอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน มีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย มีน้ำมูก ไอ และเจ็บคน บางครั้งพบว่ามีอาการตาแดง ซึ่งจะหายเองได้ภายใน 2-7 วัน หากมีอาการแทรกซ้อน จะมีอาการรุนแรงถึงปอดบวมและเกิดระบบหายใจล้มเหลว (Acute Respiratory Distress Syndrome) ได้ โดยเฉพาะในเด็ก, ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ3 และจนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบหลักฐานการติดต่อของโรคไข้หวัดนกจากคนสู่คน4

การป้องกันโรคไข้หวัดนก เป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนต้องมีความรู้5 ได้แก่

  1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีกที่มีอาการป่วย หรือตาย โดยเฉพาะเด็ก, ผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ
  2. หากต้องสัมผัสกับสัตว์ปีกในระยะที่มีการระบาดในพื้นที่ ให้สวมหน้ากากอนามัย สวมถุงมือ
  3. ล้างมือทุกครั้ง หลังการสัมผัสสัตว์ปีกและสิ่งคัดหลั่งของสัตว์ปีกด้วยสบู่และน้ำ
  4. หากมีอาการเป็นไข้ ไอ โดยเฉพาะผู้มีอาชีพเลี้ยง ฆ่า ขนส่ง ขนย้าย และขายสัตว์ปีก หรือเกี่ยวข้องกับซากสัตว์ปีก หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการเสียชีวิตของสัตว์ปีกอย่างผิดปกติ ให้รีบมาพบแพทย์และบอกประวัติ การสัมผัสพร้อมอาการ เพื่อให้มีการรายงานโรคตามระบบการเฝ้าระวัง และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะเข้าทำการสอบสวนและควบคุมโรคต่อไป
  5. ดูแลรักษาสุขภาพร่างกายของตนเองและบุคคลในครอบครัวให้แข็งแรงอยู่เสมอ

การรักษาโรคไข้หวัดนก แพทย์จะให้การรักษาเหมือนกับการรักษาไข้หวัดใหญ่ทั่วไป คือ รักษาตามอาการ ส่วนการใช้ยาต้านไวรัส ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแพทย์ผู้ทำการรักษา ซึ่งในปัจจุบัน ถ้าผู้ป่วยมีความเสี่ยงในการเป็นโรคไข้หวัดนก แพทย์จะให้ยาต้านไวรัสทันที ตามข้อบ่งชี้ที่กำหนดโดยกระทรวงสาธารณสุข และจะมีการส่งตัวอย่างสิ่งส่งตรวจของผู้ป่วยมาตรวจชันสูตรที่ห้องปฏิบัติการฝ่ายไวรัสระบบทางเดินหายใจ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งได้รับแต่งตั้งจากองค์การอนามัยโลกให้เป็น WHO National Influenza Center (NIC) โดยที่มี NIC อยู่ 110 แห่งใน 82 ประเทศ ซึ่ง WHO National Influenza Center ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นหนึ่งใน NIC ดังกล่าว และมีศักยภาพในการตรวจชันสูตรและรายงานผลเบื้องต้นได้ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่ห้องปฏิบัติการได้รับตัวอย่าง6

สำหรับความรู้ทั่วไปสำหรับประชาชน
ซึ่งมักมีคำถามสอบถามเข้ามาเสมอ เช่น คำถามที่ว่า

"การบริโภคเนื้อไก่ มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคเพียงใด" ตามหลักวิชาการ เชื้อไวรัสไข้หวัดนก ไม่สามารถทนต่อความร้อนที่สูงเกิน 70 องศาเซลเซียสได้ การทอด ต้ม นึ่ง อบ หรือย่าง โดยปกติก็จะสามารถฆ่าเชื้อได้เพราะส่วนใหญ่ใช้ความร้อนสูงเกิน 70 องศาเซลเซียสอยู่แล้ว ผู้บริโภคจึงสามารถรับประทานได้อย่างปลอดภัย5

"แม่บ้านและผู้ปรุงอาหาร ที่สัมผัสกับเนื้อไก่โดยตรงในขณะปรุงอาหารมีอันตรายหรือไม่ และควรปฏิบัติตัวอย่างไร"
ยังไม่พบมีรายงานว่ามีแม่บ้านและแม่ครัวติดเชื้อไข้หวัดนกจากการปรุงอาหารเลย แม้ว่าโรคไข้หวัดนกจะมีการระบาดใหญ่ในประเทศต่างๆทั่วโลกมาร่วม 20 ครั้งแล้ว อย่างไรก็ตาม เชื้อไข้หวัดนกพบได้ในสัตว์ปีกและไข่ ดังนั้น เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียงใดๆจึงแนะนำให้ล้างมือ และภาชนะให้สะอาดหลังสัมผัสเนื้อไก่ เพราะเชื้อนี้ถูกฆ่าตายได้โดยง่ายโดยน้ำยาซักล้างหรือสบู่อยู่แล้ว5

"อาหารที่มีไข่ดิบและไข่ไม่สุกเป็นส่วนประกอบ จะทำให้ผู้บริโภคติดโรคไข้หวัดนกได้หรือไม่" ยังไม่เคยมีรายงานผู้ป่วยไข้หวัดนกจากการรับประทานไข่ในท้องตลาดมาก่อน อย่างไรก็ตาม เพื่อความมั่นใจควรล้างเปลือกไข่ก่อนนำไปปรุงอาหาร เพราะอาจติดมากับเปลือกไข่และการประกอบอาหารที่ใช้ไข่แดงและไข่ขาว ขอแนะนำให้ปรุงอาหารโดยทำให้ส่วนประกอบของไข่ให้สุก เช่น ไข่ต้ม ไข่ดาวที่สุก5

"นกและสัตว์ปีกมีอาการอย่างไรและควรทำอย่างไร" นกและสัตว์ปีกป่วยจะมีอาการซึมหงอย ขนฟู หน้าหงอนหรือเนียงบวมคล้ำ มีน้ำมูก หรือขี้ไหล เป็นต้น ไม่ควรทำลายสัตว์ดังกล่าวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าท่านไม่มีความรู้และทักษะในการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ สำหรับประชาชนในเขตกรุงเทพมหานครให้แจ้งสำนักงานเขต หรือปศุสัตว์จังหวัดกรุงเทพมหานคร และสำหรับประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัด หากพักอาศัยในเขตเทศบาลให้แจ้งเทศบาล และถ้าเป็นนอกเขตเทศบาลให้แจ้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เพื่อแจ้งต่อให้ ปศุสัตว์จังหวัดทราบและพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป2,5

เอกสารอ้างอิง

  1. WHO. Available from: http://www.who.int/csr/disease/avian_influenza/en, 15 August 2004
  2. กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. Available from: http://www.dld.go.th/home/bird_flu/bird_flu1.html, 15 August 2004
  3. WHO. Available from: http://www.who.int/csr/disease/avian_influenza/guidelines/en/Annex%201_rev.pdf 15 August 2004
  4. WHO. Available from: http://www.who.int/csr/disease/avian_influenza/avian_faqs/en/#isthere, 15 August 2004
  5. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. Available from: http//www-ddc.moph.go.th/m_faq.php, 15 August 2004
  6. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. รายงานสรุปสำหรับผู้บริหารระดับสูง กระทรวงสาธารณสุข (Executive summary) เรื่อง "ศักยภาพการตรวจชันสูตร ผลการดำเนินงาน และผลการตรวจชันสูตรการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกทางห้องปฏิบัติการ" โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ณ วันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2547.