มุมสุขภาพ


เมื่อเป็นไข้เรื้อรัง ...อันตรายที่รอคุณอยู่!!

โดย.    ดร. ดวงจันทร์ สุประเสริฐ (สคอ.)

      นพ.วิเชียร มงคลศรีตระกูล หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มักจะละเลยสุขภาพของตัวเอง อ่านกรณีตัวอย่างเรื่องนี้นะครับ คงให้แง่คิดอีกมุมหนึ่ง

  • ปรางเพชร เป็นหญิงสาว ยังโสด อายุประมาณ 20 ปี เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยมีชื่อแห่งหนึ่ง ปกติเป็นคนคล่องแคล่ว ฉับไว ไม่มีโรคประจำตัวใด ๆ ประมาณต้นปีที่ผ่านมาเริ่มมี อาการไข้ต่ำ ๆ ทั้งที่ไม่ได้เป็นไข้หวัด หรือเจ็บคอ ทานอาหารได้น้อย บางครั้งมีอาการปวด ตามข้อ ปรางเพชรรู้สึกอ่อนเพลีย และเหนื่อยง่ายกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้ไปตรวจรักษาที่ไหน ได้แต่รับประทานยาแก้ปวดที่มีขายตามท้องตลาด อาการก็เป็น ๆ หาย ๆ มาโดยตลอด ปรางเพชรปล่อยให้อาการไข้เรื้อรังเป็นอยู่นานประมาณ 3-4 เดือน อาหารก็ทานไม่ค่อยได้ ทำให้น้ำหนักตัวลดลงถึง 5 กิโลกรัม ตามแข้งขา และหน้าตาบวมขึ้นจนเห็นได้ชัดเจน จึงได้ ไปตรวจที่โรงพยาบาล หลังจากไปตรวจอยู่ 3-4 ครั้ง แพทย์บอกปรางเพชรว่า ปรางเพชร เป็นโรคภูมิต้านทานผิดปกติที่เรียกว่า เอส แอล อี (S.L.E.) แต่ด้วยความที่ไม่ได้วินิจฉัย และเริ่มรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ปรางเพชรมีปัญหาไตวายเกิดขึ้น ทั้งที่อาจป้องกันได้หากรักษาตั้งแต่ระยะแรก ๆ ของโรค
  • กนกนก เป็นชายวัยกลางคน สมรสแล้ว อายุประมาณ 45 ปี เป็นผู้จัดการบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ปกติกนกนกเป็นคนมีสุขภาพแข็งแรง เล่นกีฬาสม่ำเสมอ อาทิตย์ละอย่างน้อย 2 ครั้ง ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ และแล้ววันหนึ่งกนกนกก็มีไข้ โดยที่ไม่มีอาการไข้หวัด หรือไอ หรือ โรคติดเชื้อที่ใด เขาขอยาแก้ไข้แก้ปวดจากห้องพยาบาลรับประทาน หลังจากเวลาผ่านไป 2 อาทิตย์ อาการไข้ก็ยังมีหากไม่ได้ทานยาป้องกันไว้ พยาบาลประจำห้องพยาบาลแนะนำให้ เขาไปตรวจอย่างละเอียดที่โรงพยาบาล แต่เนื่องจากงานยุ่ง และอาการก็ยังไม่มีอะไร มากมาย เขาจึงไม่มีโอกาสไปตรวจซักที เขาเริ่มทานอาหารไม่ได้ เหนื่อยง่ายกว่าปกติ เวลาเดินไกล หรือขึ้นบันได มีคนทักว่าเขาผอมลงมาก แต่ตัวเองไม่ทันสังเกตพอไปชั่งน้ำ หนักดูพบว่าหายไป 4 กิโลกรัม เขาจึงตัดสินใจหาเวลาไปตรวจที่โรงพยาบาลหลังจากเป็นมา 3 เดือน พอแพทย์ตรวจเสร็จก็แนะนำให้นอนโรงพยาบาล เนื่องจากตรวจพบความผิดปกติบางอย่าง หลังจากนั้นไม่นานแพทย์ก็บอกว่า เขาเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในช่องท้อง ก้อนใหญ่มาก กดบริเวณท่อไตทั้งสองข้าง ทำให้เกิดปัญหาไตวาย และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองก็ เป็นระยะที่ 4 ซึ่งกระจายเข้าไขกระดูก และตับแล้ว ทำให้การรักษาพยาบาลมีความเสี่ยงสูง และโอกาสที่จะตอบสนองต่อการรักษาก็น้อย แพทย์บอกกับญาติของกนกนกว่าหาก กนกนกมาพบแพทย์เร็วกว่านี้ ก้อนในท้องก็จะไม่โตมาก และคงจะไม่ไปกดที่ท่อไต และจะไม่ เกิดไตวาย และโรคคงไม่กระจัดกระจายกว้างขวางเช่นนี้ การรักษาให้หายขาดคงมีโอกาสมากกว่านี้
  • วีรพร เป็นยายของเด็กตัวน้อยๆ 2 คน อายุประมาณ 68 ปี วีรพรอยู่บ้านช่วยลูกเลี้ยงหลาน ซึ่งอยู่ในวัยเริ่มคลาน อีกคนวิ่งเล่นได้แล้ว วีรพรเป็นคนสูงวัยที่แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัวอะไร ไม่เคยไปพบแพทย์เนื่องจากไม่ค่อยเจ็บป่วย อย่างมากก็เป็นไข้หวัดเล็ก ๆ น้อย ๆ ทานยาที่ขายตามร้านขายยาก็หายแล้ว วีรพรเริ่มพบว่าตัวเองผอมลง หลังจากทานอาหารไม่ค่อย ได้มา 2-3 เดือน โดยที่มักจะมีไข้ตอนบ่ายๆ แต่ทานยาลดไข้ก็จะดีขึ้นจึงไม่ได้ไปตรวจที่ไหน ช่วงหลังเริ่มมีอาการไอแห้ง ๆ เหนื่อยง่าย วิ่งตามหลาน ๆไม่ค่อยไหว อาการไข้ยังคงมีอยู่ตลอด แต่อาการอ่อนเพลียเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุดก็ตัดสินใจไปตรวจที่โรง พยาบาล ผลการตรวจพบว่าวีรพรเป็นวัณโรคปอด ที่แพร่กระจายไปในปอดทั้งสองข้าง แพทย์ บอกว่าวัณโรคเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ไม่ยากนัก ใจเย็น ๆไว้ แต่ก็แนะนำให้เอาบุคคลในครอบครัวที่อยู่บ้านเดียวกันมาตรวจด้วย เนื่องจากวัณโรคติดต่อทางอากาศ โดยการสูด หายใจเอาเชื้อเข้าไป หลังจากนำคนในบ้านมาตรวจ ก็ได้ทราบว่า หลานทั้งสองคนของวีรพรก็ติดเชื้อวัณโรคปอดจากวีรพรด้วย แพทย์ให้ข้อคิดกับวีรพรว่า หากมาพบแพทย์และรักษาตั้ง แต่เนิ่น ๆ หลานทั้งสองก็อาจจะไม่ติดโรคดังกล่าวก็ได้
  • โดยทั่วไปแล้วไข้เกิดขึ้นเกิดจากการที่ต่อมไฮโปธัลลามัสในสมอง ซึ่งเป็นตัวกำหนดอุณหภูมิของร่างกาย มีการเปลี่ยนจุดกำหนดอุณหภูมิใหม่ทำให้เรามีไข้ ขณะที่มีการติดเชื้อหรือมีการอักเสบจากภาวะใด ๆ ทำให้มีการหลั่งสารประกอบทางเคมีบางอย่างออกมา ซึ่งจะไป กระตุ้นไฮโปธัลลามัสส่วนหน้าให้หลั่งสาร ไปกระตุ้นไฮโปธัลลามัสส่วนหลัง ทำให้มีการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น โดยให้มีการสร้าง และเก็บความร้อนที่เกิดขึ้น มีการสั่งให้เกิดเส้นเลือดเล็ก ๆ ที่ผิวหนังตีบตัวเพื่อไม่ให้ความร้อนสูญเสียไปนอกร่างกาย ขบวนการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทำให้เรามีไข้ หากเราพบว่าตัวเองมีไข้โดยมีสาเหตุที่ชัดเจน เช่น ไข้หวัด เจ็บคอ นั่นอาจไม่เป็นปัญหาอะไรมากนัก แต่หากมีแต่ไข้ โดยที่ไม่มีสาเหตุชัดเจน ทานยาลดไข้ก็ดีขึ้น แต่พอหยุดยาก็จะมี อาการเกิดขึ้นใหม่ หรือเป็นเรื้อรังมากกว่า 1 อาทิตย์ ควรพบแพทย์ตรวจเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโรคร้ายซ่อนอยู่

สาเหตุของไข้เรื้อรังที่พบบ่อย ๆ มีอยู่ด้วยกัน 3 กลุ่มใหญ่คือ

  1. ไข้จากโรคติดเชื้อเรื้อรัง ในบ้านเราที่พบได้มากเป็นอันดับหนึ่งคือ เชื้อวัณโรค ซึ่งพบว่ามีไข้เรื้อรังได้ โดยที่อาจจะมี อาการหรือไม่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจก็ได้ เช่น ไอ, เจ็บหน้าอก หรือถ้าอยู่ทางภาคอีสานก็จะพบไข้จากโรคเมลเลออยโดซิส หรือหากเป็นเบาหวานหรือทานยาบางอย่างที่ กดภูมิต้านทานอาจมีไข้เรื้อรังจากการติดเชื้อรา
  2. ไข้จากโรคมะเร็ง ภาวะมะเร็งทำให้ร่างกายมีปฏิกิริยาตอบสนองหลายอย่าง นอกจากอาการเฉพาะที่ตรงตำแหน่งที่เกิดมะเร็ง อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด แล้ว อาการไข้เรื้อรังก็เป็น อีกอาการหนึ่งซึ่งพบได้ ทั้งที่เป็นมะเร็งทางโลหิตวิทยา หรือมะเร็งของอวัยวะอื่น ๆ
  3. ไข้จากโรคภูมิต้านทานผิดปกติ โรคดังกล่าวมีลักษณะอาการที่กว้างขวาง เป็นได้เกือบทุกระบบในร่างกาย อาจมีผื่นเรื้อรัง มีผมร่วง มีปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ มีดีซ่านจากตับอักเสบ มีบวมจากไตวาย มีเหนื่อยหอบจากปัญหาของปอด และหัวใจ มีความจำผิดปกติหรือชักจากการที่มีปัญหาภายในสมอง