มุมสุขภาพ


โรคตาแดง  

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ      

November 18, 2002

      เดือนนี้คงไม่มีโรคใดฮิตเท่าโรคตาแดงครับ หมอเริ่มพบคนไข้ในกรมวิทย์เราเป็นตาแดงแล้วครับ พูดแล้วเชื่อว่าต้องมีคนงง จริงๆแล้วตาแดงเป็นอย่างไร ถ้าพูดถึงอาการ "ตาแดง" โดยทั่วไปหมายถึง เยื่อบุตา หรือส่วนที่เราๆ ท่านๆ เห็นกันว่าเป็นตาขาว เกิดการอักเสบขึ้นมา ด้วยสาเหตุหลายๆ ประการ เช่น อาจเป็นเยื่อบุตาอักเสบเอง ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือภูมิแพ้ กระจกตาหรือตาดำอักเสบเป็นแผล ม่านตาอักเสบ ต้อหินเฉียบพลัน หรือโรคท่อน้ำอุดตันแต่กำเนิด ซึ่งพบในเด็กเล็กๆ อายุต่ำกว่าขวบ เป็นต้น สารพัดโรคเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการตาแดงขึ้นมาได้ ซึ่งควรจะต้องไปพบจักษุแพทย์เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัย และการรักษาที่ถูกต้อง

      โรคตาแดงที่กำลังระบาดหรือที่คนทั่วไปเข้าใจ ส่วนใหญ่เป็นโรคตาแดงอันเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้เยื่อบุตาอักเสบ บางคนอาจจะใช้คำว่า โรคตาแดงระบาด เพราะ เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายมาก โรคตาแดงนี้สามารถพบได้ตลอดปี และจะระบาดได้เป็นช่วงๆ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน เช่น ในช่วงเดือนสองเดือนที่ผ่านมานี้ โรคนี้จริงๆ แล้วเป็นโรคที่พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย เพราะเกิดจากเชื้อไวรัส ใครจะเป็นก็ได้ แต่เนื่องจากในเด็กมีภูมิคุ้มกันน้อย ร่วมกับการดูแลตนเอง หรือการป้องกันการติดเชื้อไม่ดีพอ จึงทำให้เป็นโรคตาแดง ได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่

      "โรคตาแดง" นี้สามารถมีอาการได้ตั้งแต่น้อยถึงมาก โดยมีอาการตาแดง มีขี้ตามาก โดยเฉพาะช่วงเช้าๆ น้ำตาไหล เจ็บตา เคืองแสบตา เนื่องจากว่าเยื่อบุตาอักเสบ เกิดมีลักษณะเป็นตุ่มเล็กๆ ขึ้น จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึก เหมือนมีทรายอยู่ในตา อาจมีเลือดออกใต้เยื่อบุตา ทำให้ตาดูแดงจัด ถ้าเป็นมากอาจพบมีเปลือกตาบวมแดงร่วมด้วย จึงทำให้ตาดูเหมือนมีขนาดเล็กลง เด็กหรือผู้ป่วย ที่เป็นโรคตาแดงมักมีอาการหวัดนำมาก่อน เช่น เจ็บคอ มีไข้ หรืออาจมีอาการตาแดงอย่างเดียวก็ได้

      อาการต่างๆ เหล่านี้ ถ้าเป็นในเด็กเล็กต่ำกว่าขวบ ก็จะมีอาการเช่นเดียวกับเด็กโต แต่เด็กเล็ก ไม่สามารถบอกอาการเองได้ ดังนั้น การจะทราบว่า เด็กมีอาการจึงต้องใช้ความสังเกตของคุณพ่อคุณแม่ว่า เด็กมีตาแดง ตาดูฉ่ำๆ ขยี้ตา หรือกระพริบตาบ่อยกว่าปกติ มีขี้ตาติดที่หัวตาหรือที่เปลือกตาโดยเฉพาะช่วงตื่นนอน ร้องไห้งอแงกว่าปกติ ฯลฯ หรือไม่

      เมื่อตรวจร่างกายจะพบว่า มีเยื่อบุตาอักเสบแดง อาจบวมเล็กน้อย มีตุ่มเล็กๆ ขึ้นที่เยื่อบุตาด้านในของเปลือกตา ถ้าเป็นมาก อาจพบแผ่นเยื่อบางๆ ของหนองคลุมอยู่ที่เยื่อเปลือกตาด้านใน อาจพบต่อมน้ำเหลืองหน้าหูโตร่วมด้วย ระดับสายตาเป็นปกติไม่มัวลง ยกเว้นมีกระจกตาหรือตาดำอักเสบร่วมด้วย โรคนี้จะเป็นอยู่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ จากนั้น อาการตาแดง มีขี้ตาจะหายไป ผู้ป่วยจะสบายตาขึ้น ไม่เคืองตามาก อาการดีขึ้นจนกระทั่งเป็นปกติ

      ในผู้ป่วยบางราย จะพบมีกระจกตาอักเสบร่วมด้วย โดยอาจเริ่มมีกระจกตาอักเสบในระยะที่เริ่มเป็น คือประมาณตั้งแต่วันที่ 3 หลังจากมีตาแดง หรืออาจ เกิดระยะหลังคือ 1-2 สัปดาห์หลังตาแดง ซึ่งทำให้แทนที่จะมีอาการดีขึ้นกลับจะมีอาการตามัวลง เคืองตามาก ตาสู้แสงไม่ได้ เนื่องจากกระจกตาเกิดการอักเสบ มีจุดเล็กๆ เกิดขึ้นที่ชั้นผิวของกระจกตา กระจกตาอักเสบนี้ ในบางรายอาจอยู่นานเป็นหลายๆ เดือนหรือเป็นปีได้ ซึ่งผู้ป่วยจะไม่สามารถเห็นจุดนี้ได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องได้รับการตรวจรักษาที่ถูกต้องจากจักษุแพทย์ อาการตามัวลงเป็นอาการสำคัญที่ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์

      นอกจากนั้นในเด็กเล็กๆ เขาไม่สามารถบอกอาการ แทรกซ้อนเหล่านี้ให้ทราบได้ จึงต้องให้แพทย์ดูเป็นหลัก

การรักษา…เน้นยาหยอด

      โดยยาหยอดตาที่ให้คนไข้เป็นยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน จากเชื้อแบคทีเรีย ยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสนี้โดยตรง

      ถ้ามีอาการไม่สบายตาหรือตาบวมมาก ก็สามารถใช้ น้ำแข็งประคบได้ ถ้ามีขี้ตามาก ควรจะทำความสะอาดเปลือกตา หรือขอบตาด้วยสำลีชุบน้ำสะอาด

      ในเด็กเล็กมาก การหยอดยาทำได้ลำบาก อาจพิจารณาให้ยาป้ายเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าจะใช้วิธีหยอดยา หรือป้ายยาก ก็ให้คุณแม่ดึงเปลือกตาล่างลงมา พร้อมกับให้ลูกมองขึ้นบนเพียงเท่านี้ ตาของลูก ก็จะมีช่องพอที่จะให้คุณแม่หยอดยาหรือป้ายยาลูกได้ถนัดขึ้น หากในเด็กเล็กอาจต้องให้ใครช่วยจับศีรษะ หาอะไรมาหลอกล่อ ให้เหลือกตาขึ้นข้างบนกันดิ้นดุกดิกเสียหน่อย ก็จะพอหยอดยาได้

      สิ่งสำคัญยิ่งที่หมอแนะนำคือ โรคนี้สามารถติดต่อได้ง่ายมากๆ โดยติดต่อได้จากทั้งขี้ตาและน้ำตาของผู้ป่วย (แต่มิใช่ติดต่อจากการแค่มองตากันหรือจากแมลงหวี่ตอมตา นะครับ)

      ถ้าใครโดนน้ำตาหรือขี้ตาผู้ป่วยแล้ว เผลอขยี้ตาหรือเช็ดตาตัวเองเข้า ก็จะสามารถติดได้ หรือลูกน้อยเอามือที่ขยี้ตามีเชื้อโรคอยู่ ไปป้ายเปะปะตามที่ต่างๆ ก็จะทำให้คนอื่นติดเชื้อกันได้เหมือนกัน ยิ่งในเด็กเล็กๆ ยิ่งได้รับเชื้อหรือแพร่กระจายเชื้อๆ ได้ง่าย

      การแพร่กระจายเชื้อนี้ผู้ป่วย สามารถติดต่อไปให้ผู้อื่นได้ ตั้งแต่เริ่มเป็นตาแดง จนกระทั่ง 2 สัปดาห์หลังจากนั้น

      ในคนไข้เด็กสิ่งสำคัญคือพยายามอย่าให้ลูกขยี้ตา

      ล้างมือลูกบ่อยๆ ทุกครั้งที่ทำอะไรให้ลูก เช่น หยอดยาแล้ว ต้องล้างมือให้สะอาด แยกผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือไม่ให้ปะปนกัน