โรคอีสุกอีใส
นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ
สวัสดีตรุษจีนครับ เดือนนี้หมอได้โรคที่จะเขียนเร็ว (ไม่ต้องคิดว่าจะเขียนโรคอะไร)
เพราะพบคนไข้ในกรมวิทย์มาหาหมอด้วยโรคอีสุกอีใส
"โรคอีสุกอีใส"คืออะไรครับ
"
โรคอีสุกอีใส"
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิด "งูสวัด"
ติดต่อได้ด้วยการไอ จาม หรือหายใจรดกันหรือโดยการสัมผัส ตลอดจนการใช้ของใช้ร่วมกับผู้ที่เป็น
"โรคอีสุกอีใส" หรือ "งูสวัด" เช่น ผ้าปูที่นอน
ผ้าห่ม หรือที่นอน โดยปกติจะมีระยะฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ ซึ่งหมายความว่าระยะเวลาที่คนไข้ได้รับเชื้อจนกระทั้งมีอาการ
โดยทั่วไป "โรคอีสุกอีใส" มักจะระบาดในช่วยปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อนเช่นเดียวกับหัด
แต่ก็พบได้ประปรายตลอดทั้งปี โดยมากจะพบในกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 5-12
ปี รองลงมาจะเป็นกลุ่มเด็กอายุ 1-4 ปี กลุ่มวัยรุ่นและวัยหนุ่มสาวตามลำดับ
คุณหมอครับอาการของโรคเป็นอย่างไรครับ
เด็กที่เป็นอีสุกอีใสจะมีไข้ต่ำ อ่อนเพลียและเบื่ออาหาร
ส่วนผู้ใหญ่มักมีไข้สูง มีอาการปวดเมื่อยตามเนื้อตัวคล้ายไข้หวัด ขณะเดียวกันก็จะมีผื่นขึ้นพร้อมๆ
กับวันที่เริ่มมีไข้ หรือหนึ่งวันหลังจากมีไข้ โดยในระยะแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน
ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆ อยู่ข้างในและมีอาการคัน อีก 2-4
วันต่อมาก็จะตกสะเก็ดผื่นและตุ่มเหล่านี้จะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วกระจายไปตามใบหน้าลำตัวและแผ่นหลัง
บางคนมีตุ่มขึ้นใน ช่องปาก ทำให้ปากและลิ้นเปื่อยจะเกิดอาการเจ็บคอ
บางคน อาจไม่มีไข้มีเพียงผื่นและตุ่มขึ้นเท่านั้น ผื่นขึ้นมากที่สุดที่ใบหน้าและลำตัว
เด็กวัยรุ่น และผู้ใหญ่มักจะมีอาการรุนแรงและมีตุ่มขึ้นมากกว่าเด็ก
โดยทั่วไปผื่นจะหายโดยไม่มีแผลเป็นยกเว้นมีเชื้อแบคทีเรียมาแทรกซ้อน
เนื่องจากผื่นและตุ่มที่ขึ้นนี้จะค่อยๆ ขึ้นทีละระลอกๆ ไม่ขึ้นพร้อมกันทั่วร่างกาย
บางทีจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางทีขึ้นเป็นตุ่มใส บางทีขึ้นเป็นตุ่มกลัดหนอง
และบางทีเริ่มตกสะเก็ดจึงทำให้คนสมัยก่อนเรียกโรคนี้ว่า "อีสุกอีใส"
นั่นเอง
คุณหมอครับโรคนี้น่ากลัวไหมครับ
โรคนี้จริงๆ แล้วไม่น่ากลัว แต่อาจมีอาการแทรกซ้อนได้ครับ
อาการแทรกซ้อนที่พบบ่อยคือ การติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบนผิวหนังทำให้กลายเป็นหนองและมีแผลเป็น
ตามมา ในบางรายเชื้อแบคทีเรียที่แทรกซ้อน อาจจะกระจายเข้าไปในกระแสเลือดทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษและปอดบวมได้
ในผู้ใหญ่หรือผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่นใช้ยารักษามะเร็ง หรือสเตอรอยด์
เชื้อไวรัสอีสุกอีใสอาจจะกระจายไปยังอวัยวะภายใน เช่น ปอด สมอง ตับ
คุณหมอครับแล้วจะรักษาอย่างไรครับ
สำหรับการรักษา เนื่องจาก "โรคอีสุกอีใส"
เป็นโรคที่หายเองได้ โดยอาจมีไข้อยู่เพียงไม่กี่วัน ส่วนตุ่มจะตกสะเก็ดและค่อยๆ
หายใน 1-3 สัปดาห์ ผู้ป่วยจึงควรพักผ่อนและดื่มน้ำมากๆ ถ้ามีไข้สูงใช้
ยา Paracetamol เพื่อลดไข้ได้แต่ห้ามใช้ ยา Aspirin เพราะทำให้เกิดอาการทางสมองและตับทำให้ผู้ป่วยเด็กถึงแก่กรรมได้
ควรอาบน้ำและใช้สบู่หรือสบู่ฆ่าเชื้อฟอกผิวหนังให้สะอาด เพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียมาแทรกซ้อน
ควรตัดเล็บให้สั้นและหลีกเลี่ยงการแกะหรือเกาตุ่ม เพราะอาจทำให้ติดเชื้อกลายเป็นหนองได้
ในรายที่มีอาการคันมากอาจให้รับประทานยาพวก CPM (ยาแก้แพ้) ช่วยลดอาการคันลงได้
ในปัจจุบันมียาที่ใช้ยับยั้งการเจริญของเชื้อไวรัส โรคอีสุกอีใส แต่ต้องใช้ขนาดสูงและแพงมาก
นอกจากนี้จะต้องเริ่มใช้ภายในวันแรกที่มีอาการ มิฉะนั้นอาจไม่ได้ผล
หรือได้ผลไม่ดี สมัยก่อน "โรคอีสุกอีใส" เป็นโรคที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับทุกๆ
คนในช่วงหนึ่งช่วงใดของชีวิต เช่นเดียวกับหัด แต่เดี๋ยวนี้มีวัคซีนป้องกัน
"โรคอีสุกอีใส" ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในหลายๆ
ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น คุณพ่อคุณแม่จึงสามารถนำบุตรหลายของท่านไปรับการฉีดวัคซีนป้องกัน
"โรคอีสุกอีใส" ได้ตั้งแต่วัย 1 ปีขึ้นไป
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ "อีสุกอีใส"
1. โรคนี้เมื่อเป็นแล้วอาจมีโอกาสเป็น "งูสวัด"
ได้ภายหลัง
2. ควรแยกผู้ป่วยออกต่างหากเพื่อป้องกันการติดต่อทั้งนี้ระยะแพร่เชื้อจะเริ่มตั้งแต่
24 ชั่วโมงก่อนที่ผื่นหรือตุ่มขึ้นจนตุ่มแห้งหมดแล้วซึ่งใช้เวลาประมาณ
6-7 วัน ในระยะนี้ผู้ป่วยต้องหยุดเรียนหรือหยุดงาน ดังนั้นคนไข้ดังกล่าวหมอจึงให้หยุดงานเป็นเวลา
7 วัน
3. โรคนี้ไม่มีของแสลง แต่ควรให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารจำพวกโปรตีน
เช่น เนื้อ นม ไข่ มากๆ เพื่อจะได้มีภูมิต้านทานโรค
4. ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกัน "โรคอีสุกอีใส" แล้ว แต่ราคาแพงครับ
สำหรับสุภาพสตรีที่ยังไม่เคยเป็นโรคนี้ แล้วกลัวว่าอาจเป็นแผลเป็นจากการเป็นโรคนี้ก็สามารถไปฉีดวัคซีนได้ครับ
แต่ราคาแพงหน่อยนนะครับ เข็มละประมาณ 1200 บาท ฉีด 2 เข็มครับ ถ้าท่านเคยเป็นโรคนี้แล้วไม่ต้องไปฉีดวัคซีนนะครับ
เพราะท่านมีภูมิคุ้มกันต่อโรคตามธรรมชาติแล้วครับ
5.ถ้ามีใครในที่ทำงานเป็นโรคนี้ควรให้หยุดงานประมาณ 7 วันหลังจากมีผื่นขึ้นนะครับ
เพื่อป้องกันการระบาดของโรคครับ