| รูปแบบกิจกรรมสุขภาพบุคลากรในองค์กร
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
Personal Health Activities in National Institute of Health
(NIH),
Department of Medical Sciences. |
|
รุ่งเรือง กิจผาติ |
Rungrueng
Kijphati |
| ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ |
Pathom
Sawanpanyalert |
| และคณะอนุกรรมการด้านสุขภาพบุคลากร |
and
Personal Health Sub-Committee |
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
กระทรวงสาธารณสุข
ถนนติวานนท์ นนทบุรี 11000 |
National
Institute of Health
Department of Medical Sciences
Ministry of Public Health
Tiwanond Road Nonthaburi 11000 |
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์
เพื่อพัฒนาและประเมินผลกิจกรรมสุขภาพของบุคลากรในสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
ในด้านส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และบริการด้านการแพทย์ในเชิงเวชศาสตร์ป้องกัน
โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ดำเนินการในช่วงวันที่
1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2546 ผลการวิจัยพบว่า ได้มีการวิเคราะห์ถึงปัญหาด้านสุขภาพและความปลอดภัยของบุคลากร
และได้กำหนดกิจกรรมสุขภาพบุคลากรที่ต้องดำเนินการในสถาบัน ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพบุคลากร,
การให้ความรู้บุคลากรใหม่และสอบวัดผลก่อนเข้าปฏิบัติงาน, การให้วัคซีนแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานเสี่ยงต่อการติดเชื้อ,
ระบบเฝ้าระวังอุบัติเหตุและเจ็บป่วยจากการปฏิบัติงาน, ระบบบริการการแพทย์เชิงเวชศาสตร์ป้องกัน
และระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน หลังจากนั้นร่วมกันดำเนินงานกิจกรรมตามที่กำหนดไว้
และสามารถดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ การศึกษานี้สรุปว่า กิจกรรมสุขภาพบุคลากรเป็นกิจกรรมที่สำคัญในสถาบันที่ต้องดำเนินงานและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
คำสำคัญ: สุขภาพ, กิจกรรมสุขภาพบุคลากร, เวชศาสตร์ป้องกัน
The
purpose of this study was to develop and evaluate the personal health
activities including heath promotion, prevention of diseases, and
preventive medicine services in National Institute of Health. The
study was a participating action research, which was in progress
from January 1st 2003 to December 31st 2003.
Health and safety personal
problems were analyzed and personal health activities that composed
of personal health promotion, bio-safety education and examination
for new personals, immunization, surveillance system of occupational
injuries and illnesses, preventive medicine services, and emergency
medical services were objectively performed. It could be concluded
that the personal health activities in NIH were important to proceed
and continually develop.
Key words: Health, personal health activities, preventive medicine
สุขภาพ หมายถึง
สุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ การพัฒนาสุขภาพจึงเท่ากับการพัฒนาทุกๆมิติ
ของมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างเชื่อมโยงเป็นบูรณาการ(1) ดังนั้นการพัฒนาสุขภาพบุคลากรในองค์กร
จึงเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาองค์กร
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นหน่วยราชการที่มีภารกิจหลักในฐานะห้องปฏิบัติการอ้างอิงระดับชาติและระดับภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ศึกษาวิจัยและพัฒนาในด้านการตรวจวินิจฉัย การป้องกันและการรักษาโรค
เพื่อสนับสนุนงานสาธารณสุขของประเทศ ทั้งในกลุ่มโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดเชื้อ
บุคลากรซึ่งปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการของสถาบันจึงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจุลชีพ
อุบัติเหตุขณะปฏิบัติงาน เกิดอันตรายจากสารเคมีและกัมมันตรังสี แม้กระทั้งการเจ็บป่วยจากการปฏิบัติงานอื่นๆของบุคลากรในฝ่ายสนับสนุน
รวมถึงผลการศึกษา(2)ก่อนหน้านี้ พบว่า มีบุคลากรของสถาบันเจ็บป่วยและได้รับอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงาน
และมีบุคลากรเจ็บป่วยฉุกเฉินขณะปฏิบัติงาน ดังนั้นการดำเนินกิจกรรมสุขภาพสำหรับบุคลากรเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและประเมินผลกิจกรรมสุขภาพของบุคลากรในสถาบัน
ในด้านส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และบริการด้านการแพทย์ในเชิงเวชศาสตร์ป้องกัน
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
(participatory action research) คณะผู้วิจัยดำเนินการและวัดผลการศึกษาจากผลการดำเนินการ
การดำเนินการในรูปแบบคณะอนุกรรมการ อยู่ภายใต้คณะกรรมการพัฒนาระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการ
คณะอนุกรรมการมาจากบุคลากรที่สนใจในการทำงานด้านสุขภาพ, บุคลากรที่เป็นวิชาชีพแพทย์และพยาบาล
และจากการเสนอชื่อโดยคณะกรรมการพัฒนาระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการของสถาบัน
โดยมีการประชุมเพื่อกำหนดนโยบาย, รูปแบบการดำเนินกิจกรรม และร่วมกันดำเนินงานตามกิจกรรมที่กำหนด
ระยะเวลาที่ทำการศึกษาตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2546 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ
(qualitative data) โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) จากการแสดงความคิดเห็นของบุคลากรในสถาบันที่ส่งมายังคณะอนุกรรมการ
และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ (quantitative data) โดยสถิติเชิงพรรณนา
เป็นจำนวนร้อยละ และอัตราอุบัติการ
จากการประชุมคณะอนุกรรมการด้านสุขภาพบุคลากร
ได้มีการวิเคราะห์ถึงปัญหาด้านสุขภาพและความปลอดภัยของบุคลากร และได้กำหนดกิจกรรมสุขภาพของบุคลากรที่ต้องดำเนินการในสถาบัน
โดยพิจารณาจากการศึกษาที่มีมาก่อนหน้านี้2 ได้แก่ กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพบุคลากร,
การให้ความรู้บุคลากรใหม่และสอบวัดผลก่อนเข้าปฏิบัติงาน, การให้วัคซีนแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานเสี่ยงต่อการติดเชื้อ,
ระบบเฝ้าระวังอุบัติเหตุและเจ็บป่วยจากการปฏิบัติงาน, ระบบบริการการแพทย์เชิงเวชศาสตร์ป้องกัน,
ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน หลังจากนั้นคณะอนุกรรมการร่วมกันดำเนินงานกิจกรรมตามที่กำหนดไว้
ดังนี้
กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพบุคลากร
ประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านสุขภาพแก่บุคลากร
ในลักษณะให้ความรู้ด้านสุขภาพบุคลากรผ่านระบบเสียงตามสายของสถาบัน
และผ่านจุลสารประชาสัมพันธ์ของคณะอนุกรรมการด้านสุขภาพบุคลากร โดยเผยแพร่เป็นรายเดือน
สำหรับบุคลากรทุกคนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีวัตถุประสงค์ของกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมสุขภาพของบุคลากรทั้งในด้านสุขภาพกาย
จิต สังคม และจิตวิญญาณ ในกิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพผ่านระบบเสียงตามสาย
มีข้อคิดเห็นจำนวน 25 ข้อคิดเห็น ให้ความเห็นว่า ได้รับความรู้ด้านสุขภาพจากกิจกรรมดังกล่าว
มีความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพที่ประชาสัมพันธ์ และมีการขอบทความประชาสัมพันธ์เข้ามาที่คณะอนุกรรมการ
ในกิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพผ่านจุลสารที่เผยแพร่ พบว่า ไม่มีคำแนะนำหรือข้อคิดเห็นกลับมาที่คณะอนุกรรมการตลอดการดำเนินงาน
มีข้อคิดเห็นจำนวน 10 ข้อคิดเห็น ให้ความเห็นว่า ควรมีการสนับสนุนกิจกรรมการออกกำลังกายในรูปงบประมาณการดำเนินการ
และมีข้อคิดเห็น 2 ข้อคิดเห็น ให้ความเห็นว่า กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพทางจิต
ทางสังคม และทางจิตวิญญาณ รูปแบบการดำเนินงานไม่ชัดเจน และยังมีกิจกรรมดังกล่าวน้อยมาก
เช่น กิจกรรมเสริมสร้างความสามัคคีในองค์กร, กิจกรรมด้านจริยธรรม
การให้ความรู้บุคลากรใหม่และสอบวัดผลก่อนเข้าปฏิบัติงาน
ได้มีการกำหนดเป็นนโยบายสถาบันว่า
บุคลากรใหม่ทุกคนจะต้องเข้ารับการอบรมความรู้เรื่อง ความถูกต้องและความปลอดภัยของการปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ
และการปฏิบัติตนเมื่อสงสัยว่าเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงาน
โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ และมีการสอบวัดผลเป็นข้อสอบชนิดปรนัยหลังการอบรม
บุคลากรที่สอบผ่านสามารถปฏิบัติงานได้ภายใต้คำแนะนำของบุคลากรที่หัวหน้าฝ่ายมอบหมาย
สำหรับบุคลากรที่สอบไม่ผ่าน จะต้องเข้ารับการอบรมและสอบใหม่ ในระหว่างรอเข้ารับการสอบใหม่และผลการสอบ
การปฏิบัติงานต้องกระทำภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดจากบุคลากรที่หัวหน้าฝ่ายมอบหมาย
โดยมีวัตถุประสงค์ของกิจกรรมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการไม่ปฏิบัติตนตามกฏชีวนิรภัยทางห้องปฏิบัติการในกลุ่มบุคลากรใหม่
พบว่าตลอดระยะเวลาที่ศึกษา สถาบันมีบุคลากรใหม่ทั้งสิ้นจำนวน 97 คน
เข้ารับการอบรมจำนวน 97 คน สอบผ่านในครั้งแรกจำนวน 95 คน สอบผ่านในครั้งที่สองจำนวน
2 คน จากการประเมินผลในระยะเวลาที่ศึกษา ไม่พบรายงานบุคลากรใหม่ที่เข้ารับการอบรม
ได้รับอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยจากการไม่ปฏิบัติตามกฏชีวนิรภัยทางห้องปฏิบัติการ
การให้วัคซีนแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
ดำเนินกิจกรรมในรูปโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์ของกิจกรรมเพื่อป้องกันโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนจากการปฏิบัติงาน
การดำเนินงานโดยการขออนุมัติโครงการ ประชาสัมพันธ์ จัดทำแนวทางการให้วัคซีน
จัดกลุ่มบุคลากรตามความเสี่ยงในการปฏิบัติงานและพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคตามคำแนะนำมาตรฐาน(3),
ตรวจสุขภาพบุคลากรกลุ่มเสี่ยงก่อนให้วัคซีน, อบรมความรู้เรื่องโรคที่ให้วัคซีนแก่บุคลากรกลุ่มเสี่ยง,
และดำเนินการให้วัคซีน ขณะนี้ได้ให้วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบบีแก่บุคลากรที่ต้องปฏิบัติงานสัมผัสกับ
เลือด ส่วนประกอบของเลือด และน้ำไขสันหลัง ครบร้อยละ 100 (จำนวน 147
คน), ให้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่แก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ
ครบร้อยละ 100 (จำนวน 12 คน) ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและวัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก
สำหรับบุคลากรที่ต้องปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับสัตว์ทดลอง และจัดทำโครงการให้วัคซีนป้องกันโรคติดเชื้ออื่นๆแก่บุคลากรกลุ่มเสี่ยง
ได้แก่ วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี, วัคซีนป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน
และคางทูม เป็นต้น จากการประเมินผลด้านความพึงพอใจของกิจกรรมดังกล่าว
โดยการสุ่มตัวอย่างบุคลากรที่ได้รับวัคซีนจำนวน 52 คน เพื่อตอบแบบสอบถามพบว่า
บุคลากร 47 คน (ร้อยละ 90.4) ตอบว่า เป็นกิจกรรมที่ดีมาก บุคลากร 5
คน (ร้อยละ 9.6) ตอบว่า เป็นกิจกรรมที่ดีสำหรับบุคลากร
ระบบเฝ้าระวังอุบัติเหตุและเจ็บป่วยจากการปฏิบัติงาน
จัดทำระเบียบการเฝ้าระวัง, สอบสวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงานทุกราย,
สอบสวนการเจ็บป่วยของบุคลากรที่สงสัยว่าเกิดจากการปฏิบัติงานทุกราย,
รวบรวมข้อมูลการสอบสวน, วิเคราะห์, แปลผล และนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการ
และที่ประชุมสถาบัน เพื่อกำหนดนโยบายด้านสุขภาพบุคลากรและนโยบายด้านความปลอดภัยของบุคลากรในการปฏิบัติงาน
โดยมีวัตถุประสงค์ของกิจกรรมเพื่อทราบข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุและเจ็บป่วยจากการทำงาน
และสามารถให้การรักษาและป้องกันโรคได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะโรคติดเชื้ออันตรายสูง
เช่น โรคเอดส์ โรคไวรัสตับอักเสบบี ผลการสอบสวนปรากฏดังในตารางที่
1
ตารางที่ 1 แสดงผลการสอบสวนอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการปฏิบัติงานของบุคลากร
ตั้งแต่ 1 ม.ค. - 31 ธ.ค.46 จากระบบเฝ้าระวังอุบัติเหตุและเจ็บป่วยจากการทำงาน
| ผลการสอบสวน
|
จำนวนเหตุการณ์ |
จำนวนผู้ป่วย |
อัตราอุบัติการ |
| (ครั้ง) |
(ราย) |
(ราย/1,000 คน/ปี) |
| อุบัติเหตุที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎชีวนิรภัยทางห้องปฏิบัติการ |
5 |
5 |
11.8 |
| อุบัติเหตุอื่นๆจากการปฏิบัติงาน |
4 |
4 |
9.5 |
| การเจ็บป่วยที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎชีวนิรภัยทางห้องปฏิบัติการ |
1 |
16 |
37.9 |
หมายเหตุ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขมีบุคลากร
จำนวน 422 คน ผลการสอบสวนพบว่า
อุบัติเหตุที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฏชีวนิรภัยทางห้องปฏิบัติการ
ได้แก่ อุบัติเหตุตัวอย่างเลือดกระเด็นเข้าตานักวิทยาศาสตร์การแพทย์ขณะทำการตรวจวิเคราะห์จำนวน
3 ราย เนื่องจากการไม่สวมแว่นตาป้องกันขณะปฏิบัติงาน, อุบัติเหตุเข็มตำมือคนงานห้องทดลอง
จำนวน 2 ราย เนื่องจากการทิ้งเข็มไม่เป็นไปตามกฏชีวนิรภัยทางห้องปฏิบัติการ
โดยที่บุคลากรทั้ง 5 ราย ไม่ใช้บุคลากรใหม่ บุคลากรทุกรายได้รับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและเชื้อไวรัสตับอักเสบบีตามข้อปฏิบัติมาตรฐาน3
และไม่พบว่ามีการติดเชื้อดังกล่าวจากการติดตามบุคลากรดังกล่าวเป็นระยะเวลา
6 เดือน สำหรับการเจ็บป่วยที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎชีวนิรภัยทางห้องปฏิบัติการ
ได้แก่ คนงานที่มีหน้าที่เผาขยะไม่ปฏิบัติตามกฏระเบียบ ซึ่งกำหนดให้เผาขยะในตอนเย็นนอกเวลาราชการ
แต่คนงานดังกล่าวกลับเผาขยะในเวลาราชการ ทำให้บุคลากรทั้ง 16 ราย มีอาการแพ้ควันจากการเผาขยะ
คณะอนุกรรมการได้เสนอผลการสอบสวนทั้งหมดในที่ประชุมสถาบัน
หลังจากนั้นได้มีการวางมาตรการให้บุคลากรทุกคนต้องปฏิบัติตามกฏชีวนิรภัยอย่างเคร่งครัด
รวมถึงการรณรงค์ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ ได้แก่ จุลสารประชาสัมพันธ์,
ประชาสัมพันธ์ระบบเสียงตามสาย
ระบบบริการการแพทย์เชิงเวชศาสตร์ป้องกัน
ให้บริการรักษาพยาบาลโดยแพทย์และให้คำปรึกษาการใช้ยาโดยเภสัชกร
ทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เวลา 9.00-10.00 น. ณ สถานพยาบาลกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
และเปิดบริการห้องพยาบาลสำหรับบุคลากร ทุกวันในเวลาราชการ โดยที่เจ้าหน้าที่จะตามแพทย์ในกรณีที่มีผู้ป่วยฉุกเฉิน
การบริการดังกล่าว เน้นการดูแลรักษาผู้ป่วยแบบองค์รวม (Holistic approach)
ทั้งในด้านกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ ให้การรักษาพยาบาลและให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ,
ตรวจสุขภาพบุคลากรใหม่, ตรวจสุขภาพทั่วไป, ให้คำแนะนำในการส่งเสริมสุขภาพ,
ให้วัคซีนป้องกันโรค และให้คำปรึกษาแนะนำการฟื้นฟูสุขภาพและสมรรถภาพ
โดยมีระบบส่งต่อผู้ป่วยและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ตามความเหมาะสม
รวมถึงการช่วยดูแลแนะนำผู้ป่วยที่ส่งต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง
โดยมีวัตถุประสงค์ของกิจกรรมเพื่อให้บริการการแพทย์ในเชิงเวชศาสตร์ป้องกัน
มีผู้ป่วยเข้ารับบริการสัปดาห์ละประมาณ 4o คน มีบุคลากรที่ขอตรวจสุขภาพ,
ปรึกษาปัญหาด้านสุขภาพ สัปดาห์ละประมาณ 20 คน รวมการให้บริการแก่บุคลากรประมาณสัปดาห์ละ
60 คน ประเมินผลจากการตอบกลับและการให้ข้อคิดเห็นของบุคลากรกลับมาที่คณะอนุกรรมการ
พบว่า มีข้อคิดเห็นเข้ามาที่คณะอนุกรรมการจำนวน 67 ข้อคิดเห็น สนับสนุนและให้กำลังใจในการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวจำนวน
65 ข้อคิดเห็น และมี 2 ข้อคิดเห็นเสนอให้ขยายระยะเวลาการให้บริการโดยแพทย์
ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน
ได้มีการวางข้อกำหนดแนวทางปฏิบัติในกรณีการเกิดอุบัติเหตุและเจ็บป่วยฉุกเฉินของบุคลากร
ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้น, การปฏิบัติการกู้ชีพ, การส่งต่อผู้ป่วยโดยรถของสถาบันในกรณีที่ผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง
และการส่งต่อผู้ป่วยโดยรถพยาบาลของศูนย์นเรนทร กระทรวงสาธารณสุข ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง
จัดตั้งศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุและเจ็บป่วยฉุกเฉินสำหรับบุคลากร พร้อมเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมการปฐมพยาบาล,
อุปกรณ์กู้ชีพฉุกเฉิน, อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ให้ไว้ในแต่ละฝ่าย
และอุปกรณ์สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วย โดยมีแพทย์และพยาบาลของสถาบันที่สามารถตามตัวได้ในกรณีฉุกเฉิน
โดยมีวัตถุประสงค์ของกิจกรรมเพื่อให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและส่งต่อบุคลากรที่ได้รับอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
รวมถึงลดความพิการที่อาจเกิดขึ้น ตลอดระยะเวลาที่ทำการศึกษา มีผู้ป่วยฉุกเฉินจำนวน
6 ราย สามารถให้การช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้นและส่งต่อผู้ป่วยตามข้อกำหนดแนวทางปฏิบัติ
จำนวน 5 ราย ผู้ป่วยทั้ง 5 ราย ได้รับการส่งต่อโรงพยาบาลโดยรถของสถาบัน
และได้รับการรักษาจนหายเป็นปกติดี และมีผู้ป่วย 1 ราย ที่เพื่อนร่วมงานนำส่งโรงพยาบาลเอง
โดยที่มิได้แจ้งขอความช่วยเหลือที่ศูนย์รับแจ้งอุบัติเหตุและเจ็บป่วยฉุกเฉินสำหรับบุคลากร
ประเมินผลจากการให้ข้อคิดเห็นของบุคลากรกลับมาที่คณะอนุกรรมการตลอดระยะเวลาที่ทำการศึกษา
พบว่า มีข้อคิดเห็นทั้งหมดจำนวน 51 ข้อคิดเห็น สนับสนุนและให้กำลังใจในการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวจำนวน
45 ข้อคิดเห็น (ร้อยละ 88.2) มี 5 ข้อคิดเห็น (ร้อยละ 9.8) เสนอให้มีการใช้ระบบส่งต่อโดยรถพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่ใกล้เคียง
และมี 1 ข้อคิดเห็น (ร้อยละ 2.0) เสนอให้มีรถพยาบาลของสถาบันที่ใช้ในการส่งต่อผู้ป่วย
จากการดำเนินกิจกรรมในลักษณะคณะทำงานร่วมกัน
ทำให้เกิดการสร้างสรรค์กิจกรรมสุขภาพดังเห็นได้จากผลการศึกษา เช่น
การมีกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ, สามารถระดมความคิด, วิเคราะห์ปัญหา, กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา,
ทราบถึงบริการสุขภาพที่บุคลากรต้องการจะได้รับ และเป็นการสร้างความสามัคคีในการทำงานของโดยบุคลากรเพื่อบุคลากรในองค์กร
กิจกรรมสุขภาพบุคลากรที่ได้ดำเนินการในการศึกษานี้ ดำเนินการตามหลักเวชศาสตร์ป้องกัน4
ทั้งชนิดปฐมภูมิ ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ (Health promotion) และการป้องกันจำเพาะ
(Specific protection), ชนิดทุติยภูมิ ได้แก่ การวินิจฉัยแต่ต้นและให้การรักษาทันที
(Early diagnosis and prompt treatment) และชนิตติยภูมิ ได้แก่ การฟื้นฟูสุขภาพ
(Rehabilitation) และการจำกัดความพิการและลดความรุนแรงของโรค (disability
limitation).
กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพบุคลากรนั้น
นับว่าเป็นการดำเนินงานตามหลักเวชศาสตร์ป้องกันชนิดปฐมภูมิ ในลักษณะการส่งเสริมสุขภาพ
(Health promotion) แต่ยังมีจุดอ่อนของการศึกษาในด้านการวัดผลการดำเนินงาน
ดังเห็นได้จากการขาดตัวชี้วัดที่ชัดเจน ซึ่งอาจทำให้การดำเนินกิจกรรมขาดประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ต้องมีการค้นหาว่า การส่งเสริมสุขภาพในเรื่องใดเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการก่อนและหลัง
โดยพิจารณาจากสภาพปัญหาด้านสุขภาพของบุคลากรในองค์กร
กิจกรรมให้ความรู้บุคลากรใหม่และสอบวัดผลก่อนเข้าปฏิบัติงานนั้น เป็นการดำเนินงานตามหลักเวชศาสตร์ป้องกันชนิดปฐมภูมิ
ในลักษณะการป้องกันจำเพาะ (Specific protection) เนื่องจากการปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
และการได้รับอันตรายจากสารเคมีและสารกัมมันตรังสี ตลอดระยะเวลาที่ศึกษา
ไม่พบบุคลากรใหม่ที่เข้ารับการอบรม ได้รับอุบัติเหตุและเจ็บป่วยจากการไม่ปฏิบัติตามกฏชีวนิรภัยทางห้องปฏิบัติการ
ทำให้น่าเชื่อว่า กิจกรรมดังกล่าวมีประโยชน์ การกำหนดให้บุคลากรต้องเข้ารับการ
อบรมและสอบ จึงเป็นข้อกำหนดที่สำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยจากการปฏิบัติงาน
กิจกรรมการให้วัคซีนแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานเสี่ยงต่อการติดเชื้อ
เป็นกิจกรรมที่กำหนดตามระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ISO 15189:
2000 ข้อ 5.1.2 ซึ่งระบุว่า บุคลากรที่ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงต้องมีภูมิคุ้มกันโรค
และบันทึกไว้ในประวัติบุคลากร และจากรายงานของระบบเฝ้าระวังอุบัติเหตุและเจ็บป่วยจากการปฏิบัติงานของสถาบัน
พบว่า มีบุคลากรได้รับอุบัติเหตุที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี(2)
ดังนั้นจึงมีการดำเนินกิจกรรมดังกล่าว โดยเป็นการดำเนินงานตามหลักเวชศาสตร์ป้องกันชนิดปฐมภูมิ
ในลักษณะการป้องกันจำเพาะ (Specific protection) อย่างไรก็ตาม ควรต้องมีการให้วัคซีนแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค
ในทุกโรคที่สามารถป้องกันด้วยวัคซีน โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่าด้วย
สำหรับในด้านความพึงพอใจของบุคลากร พบว่า บุคลากรที่ได้รับวัคซีนร้อยละ
90 ตอบว่า เป็นกิจกรรมที่ดีมากนั้น ทำให้น่าเชื่อว่าบุคลากรส่วนใหญ่ที่ได้รับวัคซีน
มีความพึงพอใจในกิจกรรมดังกล่าว
ระบบเฝ้าระวังระวังอุบัติเหตุและเจ็บป่วยจากการปฏิบัติงาน
เป็นกิจกรรมที่ทำให้ทราบถึงปัญหาสุขภาพและความปลอดภัยจากการปฏิบัติงานของบุคลากร
รวมถึงสามารถนำข้อมูลที่ได้มากำหนดนโยบายด้านสุขภาพและความปลอดภัยสำหรับบุคลากร
จากการผลการสอบสวนที่พบว่า มีบุคลากรที่เจ็บป่วยและได้รับอุบัติเหตุจากการไม่ปฏิบัติตามกฏชีวนิรภัยทางห้องปฏิบัติการ
ทำให้เชื่อได้ว่า มีบุคลากรจำนวนหนึ่งไม่ปฏิบัติตามกฏชีวนิรภัยจริง
ดังนั้น ต้องมีการกำหนดมาตรการต่างๆเพื่อให้บุคลากรมีความรู้และทัศนคติในเรื่องกฏชีวนิรภัยทางห้องปฏิบัติการ
รวมถึงการปฏิบัติตามกฏดังกล่าวอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้เนื่องจากกฏชีวนิรภัยสามารถป้องกันและลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุและเจ็บป่วยจากการปฏิบัติในในห้องปฏิบัติการ(5)
ระบบบริการการแพทย์เชิงเวชศาสตร์ป้องกัน
นับได้ว่าเป็นกิจกรรมที่ผสมผสานตามหลักเวชศาสตร์ป้องกันทั้งชนิดปฐมภูมิ,
ทุติยภูมิ และตติยภูมิ นอกจากนี้ ยังเป็นการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม
ในทุกมิติแห่งสุขภาพ และมีระบบส่งต่อผู้ป่วยเพื่อปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่นๆ
การบริการดังกล่าว ทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องเสียเวลาไปรอรับการตรวจที่โรงพยาบาลได้ในระดับหนึ่ง
ซึ่งน่าเชื่อว่า อาจทำให้สามารถลดระยะเวลาการลาป่วยของบุคลากรที่ต้องไปรอรับการรักษาในสถานพยาบาลอื่นๆ
อีกทั้งสามารถช่วยดูแลผู้ป่วยร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ได้ส่งผู้ป่วยไปรักษาต่อ
ทำให้ผู้ป่วยมีที่ปรึกษาด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น จากการประเมินผลในการให้บริการ
น่าเชื่อว่าเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการให้บริการอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการ
ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน เป็นการดำเนินงานตามหลักเวชศาสตร์ป้องกันชนิดตติยภูมิ
กล่าวคือ เป็นการจำกัดความพิการและลดความรุนแรงของโรค (Disability
limitation) การดำเนินกิจกรรมดังกล่าว มาจากการศึกษาก่อนหน้านี้(2)
ที่พบว่า มีบุคลากรเจ็บป่วยฉุกเฉินเกิดขึ้นในสถาบัน และมีบุคลากรในสถาบันปฏิบัติงานที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุรุนแรงและการเจ็บป่วยฉุกเฉิน
นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมความพร้อมต่อการเจ็บป่วยฉุกเฉินที่เกิดขึ้นได้กับบุคลากรทุกคน
จากการศึกษาพบว่า มีบุคลากรที่เจ็บป่วยฉุกเฉินเกิดขึ้นจริง และระบบดังกล่าวสามารถให้บริการแก่ผู้ป่วยทุกราย
ยกเว้นในรายที่ไม่แจ้งเข้ามายังศูนย์รับแจ้งเหตุ จากความคิดเห็นที่ได้รับ
น่าเชื่อว่าเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ สำหรับการส่งต่อผู้ป่วยนั้น ควรใช้ดุลยพินิจตามความรุนแรงของลักษณะเวชกรรมของผู้ป่วย
จุดอ่อนการการศึกษานี้คือ ขาดการวัดผลที่ชัดเจน
ซึ่งอาจทำให้การดำเนินงานขาดประสิทธิภาพในบางกิจกรรม และอาจไม่เกิดผลคุ้มค่าในการดำเนินงาน
ดังนั้น ควรมีการปรับปรุงในด้านการวัดผลการดำเนินงาน โดยอาจกำหนดดัชนีชี้วัดที่ชัดเจน
กิจกรรมสุขภาพบุคลากรในองค์กรเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ควรเกิดจากทำงานร่วมกันของบุคลากรเพื่อบุคลากรในการสร้างสรรกิจกรรมสุขภาพ
และดำเนินการให้ครบทุกมิติแห่งสุขภาพ กิจกรรมสุขภาพสำหรับบุคลากรในองค์กรเป็นสิ่งที่ผู้บริหารองค์กรต้องสนับสนุน
และถือเป็นอุดมการณ์และยุทธ์ศาสตร์ในการพัฒนาองค์กร องค์กรใดก็ตามที่ต้องการก้าวไปสู่ความเป็นเลิศ
องค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งที่ต้องมี คือการที่องค์กรนั้นๆมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ
และการที่บุคลากรจะมีประสิทธิภาพได้ บุคลากรนั้นต้องมีสุขภาพที่ดี
ในทุกมิติแห่งสุขภาพ กล่าวคือ สุขภาพที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม
และทางจิตวิญญาณ.
การศึกษานี้สามารถดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ได้กำหนดไว้
กิจกรรมสุขภาพบุคลากรเป็นกิจกรรมที่ต้องดำเนินงานและมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
การวัดผลการดำเนินการนับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญ ในการชี้นำให้เกิดการดำเนินกิจกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ
การศึกษานี้ น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรอื่นๆทั้งในภาครัฐและเอกชน
ในการที่จะนำไปประยุกต์ดำเนินงานกิจกรรมสุขภาพบุคลากรให้มีความเหมาะสมกับองค์กรนั้นๆ
การดำเนินงานควรเริ่มจากการแต่งตั้งหรือรับสมัครคณะทำงานด้านสุขภาพบุคลากรในองค์กร,
วิเคราะห์ปัญหาด้านสุขภาพของบุคลากร, กำหนดกิจกรรมสุขภาพ, ร่วมกันดำเนินกิจกรรม,
ประเมินผล และพัฒนากิจกรรมอย่างต่อเนื่อง การดำเนินกิจกรรมสุขภาพควรยึดหลักเวชศาสตร์ป้องกัน
ทั้งชนิดปฐมภูมิ, ทุติยภูมิ และตติยภูมิ โดยอาจมีที่ปรึกษาด้านกิจกรรมสุขภาพ
เช่น แพทย์, พยาบาล, นักวิชาการสาธารณสุข การดำเนินกิจกรรมสุขภาพควรเน้นในทุกมิติแห่งสุขภาพ
ขอขอบคุณ
สถานพยาบาลกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ได้อนุเคราะห์ให้ใช้สถานที่ในการดำเนินกิจกรรรม
เภสัชกรอาสาสมัครจาก สำนักยาและวัตถุเสพติด, สถาบันวิจัยสมุนไพร และกองชีววัตถุ
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ที่ให้ความช่วยเหลือให้คำปรึกษาด้านการใช้ยาแก่ผู้ป่วยที่สถานพยาบาลกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
- วิพุธ พูลเจริญ. สุขภาพ อุดมการณ์และยุทธศาสตร์ทางสังคม. พิมพ์ครั้งที่
1. กรุงเทพมหานคร: พิมพ์ดี; 2544.
- รุ่งเรือง กิจผาติ, นัยนา วัฒนศรี, อาชวินทร์ โรจนวิวัฒน์, ปราณี
จันทเพ็ชร, วัฒนา อู่วาณิชย์, ปฐมสวรรค์ปัญญาเลิศ. ระบบเฝ้าระวังอุบัติเหตุและเจ็บป่วยจากการปฏิบัติงาน
ในสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
2545; 44(3): 228-36.
- CDC. Immunization of Health-Care Worker Recommendations of the
Advisory Committee on Immunization Practice ( ACIP ) and the Hospital
Infection Control Practices Advisory Committee ( HICPAC ). December
26 , 1997 / MMWR 46 ( RR-18 ) ; 1-42.
- สุรจิต สุนทรธรรม. แนวทางเวชปฏิบัติอิงหลักฐาน การตรวจและการสร้างเสริมสุขภาพ.
พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน; 2544.
- Office of Health and Safety CDC. Biosafety in Microbiological
and Biomedical Laboratories (BMBL). 4th ed Washington DC; Us Government
Printing Office. 1999.
|