ยุงลาย"เปลี่ยนพฤติกรรมหากิน กัดไม่ยั้งถึง5ทุ่ม-แพร่เชื้อ"เดงกี"

      ผศ.นพ.เผด็จ สิริยะเสถียร ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการสำรวจเพื่อป้องกันโรคหลังจากเกิดเหตุการณ์คลื่นสึนามิที่ภาคใต้ พบว่ายุงลายตัวผู้ในธรรมชาติมีเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นไปไม่ได้ว่ายุงลายตัวผู้จะได้รับไวรัสนี้มาจากคน เนื่องจากยุงลายตัวผู้จะไม่กินเลือดคน แต่จะกินน้ำหวานจากพืช ดังนั้น จึงนำไปสู่การศึกษาว่ายุงลายตัวผู้ได้รับเชื้อไวรัสเดงกีมาจากแหล่งใด

      ผศ.นพ.เผด็จกล่าวว่า จากการศึกษาพบว่ายุงลายตัวผู้ได้รับเชื้อนี้มาจากแม่ยุงลายที่ติดเชื้อผ่านทางไข่ และยุงลายตัวผู้ที่ติดเชื้อก็สามารถถ่ายทอดเชื้อไวรัสเดงกีไปยังตัวเมียที่มาผสมพันธุ์ได้ ซึ่งในธรรมชาติยุงตัวผู้ผสมพันธุ์ได้หลายครั้งจึงมีโอกาสแพร่เชื้อได้มาก และตัวเมียที่ได้รับเชื้อมาจากตัวผู้ก็สามารถถ่ายทอดเชื้อไวรัสเดงกีที่ได้รับจากตัวผู้ไปให้กับลูกได้ แต่ยุงลายตัวเมียจะไม่สามารถถ่ายทอดเชื้อนี้ให้กับยุงลายตัวผู้ที่มาผสมพันธุ์ได้ ดังนั้น จึงอาจเป็นไปได้ว่าไวรัสเดงกีถ่ายทอดผ่านน้ำเชื้อของยุงลายตัวผู้ นอกจากนี้ ในการศึกษาครั้งนี้ยังตรวจพบเชื้อไวรัสเดงกีในลูกน้ำยุงลายอีกด้วย

      "หลังจากที่แยกยุงลายตัวผู้ซึ่งจะมีลักษณะเด่นที่ขนบริเวณหนวดจะมีมากและฟูกว่ายุงลายตัวเมียมาแล้ว จะนำมาสกัดเอาเชื้อไวรัสเดงกีที่อยู่ในตัวยุงลายตัวผู้ออกมาศึกษาด้วยวิธี อาร์ที-พีซีอาร์ (RT-PCR) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจแบบพิเศษก็พบว่ายุงลายตัวผู้บางตัวมีเชื้อไวรัสเดงกี 2 สายพันธุ์ในตัวเดียวอีกด้วย" ผศ.นพ.เผด็จกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังสำรวจพบว่าพฤติกรรมการหากินของยุงลายในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่จะหากินในช่วงเวลากลางวัน ก็ขยายเวลาไปถึง 5 ทุ่ม ทั้งนี้ จากเดิมในช่วงเวลาตั้งแต่หัวค่ำไปจนถึงดึกนั้นยุงที่ออกหากินส่วนใหญ่จะเป็นยุงรำคาญ ดังนั้น ประชาชนควรจะระมัดระวังไม่ให้ยุงกัดในช่วงหัวค่ำถึงกลางดึกเพราะยุงลายออกหากินเช่นกัน

      ผศ.นพ.เผด็จกล่าวว่า การค้นพบนี้เป็นการค้นพบเนื่องจากประมาณ 4-5 เดือน ก่อนหน้านี้หลายหน่วยงานได้ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาอัตราการติดเชื้อไวรัสเดงกีของยุงลายก่อนที่จะมีการระบาดของไข้เลือดออก เพื่อศึกษาแนวทางการควบคุมการระบาดของไข้เลือดออก ซึ่งจากการศึกษานั้นแสดงให้รู้ว่าจะต้องกำจัดและควบคุมยุงลายทั้งปี ไม่ใช่รอให้มีการระบาดก่อนแล้วค่อยมากำจัดยุงลายทีหลัง

      "จากการสำรวจเราพบยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีในช่วงฤดูแล้งประมาณ 5% ส่วนในฤดูฝนจะพบยุงลายที่มีเชื้อไวรัสเดงกีประมาณ 20-30% ของยุงลายที่นำมาตรวจ ในฤดูฝนนั้นยุงลายมีจำนวนมากขึ้นกว่าฤดูอื่น เกิดจากการที่หน้าฝนมีแหล่งเพาะพันธุ์เพิ่มขึ้น ประกอบกับมีความชื้นสูงซึ่งไปกระตุ้นให้ยุงลายตัวเมียมีอัตราการวางไข่มากขึ้น หากเป็นหน้าแล้งที่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะกับการฟักตัวของไข่ พบว่าไข่ยุงลายก็จะทนแล้งได้เป็นปี และเมื่อสภาพอากาศพร้อมไข่ก็จะฟักเป็นตัวได้ทันที จึงทำให้ในหน้าฝนนั้นนอกจากไข่ของยุงลายที่วางไข่ตามปกติแล้วยังมีการฟักเป็นตัวของไข่ยุงลายที่ตกค้างมาจากหน้าแล้งด้วย" ผศ.นพ.เผด็จกล่าว


ที่มา : หนังสือมติชน คุณภาพชิวิต วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ปีที่ 28 ฉบับที่ 9966 ,คุณภาพชีวิต หน้าที่10