กลุ่มกีฏวิทยาทางการแพทย์สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุขมีหน้าที่ศึกษาวิจัยแมลงพาหะนำโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุข
ตลอดจนศึกษาวิธีการควบคุมแมลงพาหะ เพื่อลดการระบาดของโรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคไข้เลือดออก
ซึ่ง เป็นโรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญ ขณะนี้ยังไม่มียาที่จะฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ได้
การรักษาก็เป็นการรักษาตามอาการเท่านั้น สำหรับการใช้วัดซีนป้องกัน โรคนี้ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา
ดังนั้นความสำคัญในการป้องกันโรคไข้เลือดออก อยู่ที่การควบคุมยุงลายซึ่งเป็นพาหะหลัก
เพื่อให้บุคลากรทางด้านสาธารณสุขที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทั่วประเทศ
มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับยุงพาหะนำโรค อันจะนำ ไปสู่การควบคุมโรคไข้เลือดออกอย่างมีประสิทธิภาพทางกลุ่มกีฏวิทยาทางการแพทย์
และฝ่ายประชาสัมพันธ์ จึงได้จัด ทำชุดสไลด ์และคู่มือประกอบ การบรรยายชุดสไลด์
"เรื่องไข้เลือดออกและการควบคุมยุงพาหะนำโรค" เพื่อเผยแพร่ต่อไป
ปัจจุบันไข้เลือดออกยังเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญมีสถิติจำนวนผู้ป่วยสูงและมีรายงานผู้ป่วยเสียชีวิต
ในทุก ๆ ปี โดยในปี พ.ศ.2541 จากรายงานของกองระบาดวิทยา สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข
นับถึงวันที่ 21 ตุลาคม มีจำนวน ผู้ป่วยไข้เลือดออกประมาณ 104,198 คน มีจำนวนผู้เสียชีวิต
328 คนคิดเป็นอัตราป่วยเท่ากับ 170.82 คนต่อประชากรแสนคน และอัตราผู้ป่วยตายเท่ากับ
0.537 คนต่อประชากรแสนคน กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ตระหนักถึงอันตรายของโรคนี้
จึงได้จัดทำชุดสไลด์ เรื่องไข้เลือดออกและการควบคุมยุงพาหะ ขึ้นเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนเห็นถึงอันตรายของโรคนี้
และดำเนินการควบคุมกำจัดยุงลายพาหะของโรคไข้เลือดออก
ไข้เลือดออกเป็นปัญหาของประเทศเขตร้อนเกือบทั่วโลก
ทั้งในทวีปแอฟริกา เอเซีย อเมริกากลาง หมู่เกาะแคริบเบียน หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้
และตอนเหนือของทวีปออสเตรเลีย ส่วนในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบัน ประสบปัญหา ค่อนข้างมากกว่าประเทศอื่น
ๆ เริ่มระบาดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2501 ที่กรุงเทพฯ แล้วแพร่กระจายไปตามเมืองใหญ่
ๆ จนถึงปัจจุบันได้ระบาดไปทั่วประเทศ
รูปที่ 3
ไข้เลือดออกที่พบระบาดอยู่อาจมีชื่อเรียกว่า
ไข้เลือดออกเดงกี่ ( Dengue Haemorrhagic Fever ) เนื่องจากเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่
ส่วนมากเป็นกับเด็กอายุต่ำกว่า14 ปี ที่พบได้บ่อย คือเด็กอายุระหว่าง 2-8
ปี โดยหลังจากที่เด็กถูกยุงที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่กัด เชื้อจะฟักตัวในร่างกายประมาณ
5-8 วัน หลังจากนั้น ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการ โดยมีไข้กระทันหัน เด็กจะตัวร้อนจัด
หน้าตาแดง ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ซึม เบื่ออาหาร อาเจียน และปวดท้อง อาการไข้สูง
จะเป็นติดต่อกัน โดยไข้ไม่ลดเลย 4-5 วัน บางรายอาจมีไข้เพียง 2-3 วัน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่เกิน
7 วัน
รูปที่ 4
ส่วนอาการเลือดออกซึ่งเป็นที่มาของชื่อไข้เลือดออก
คือการมีจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง จะเห็นเป็นจุดกลมเล็ก ๆ สีแดงคล้ายตุ่มยุงกัด
แต่เล็กและอยู่ลึกกว่า โดยจะพบอยู่ตามแขน ขา รักแร้ ใบหน้า บางรายอาจมีเลือดกำเดาออก
โดยอาการเหล่านี้ จะเกิดขึ้น หลังจากมีไข้ 1 -2 วัน หรือเกิดขึ้นเมื่อไข้ลดลงแล้ว
ในรายที่อาการไม่รุนแรง หลังจากมีไข้ 3 - 4 วันแล้ว ไข้จะเริ่มลดลง อาการต่าง
ๆ จะดีขึ้น และจุดเลือดออกจะจางหายภายในเวลา 2-3 วัน ส่วนในผู้ที่มีอาการรุนแรง
หลังจากมีไข้สูงติดต่อกัน 3 - 4 วัน แล้ว อาการต่าง ๆ จะเลวลง เด็กจะซึมมากขึ้น
มือเท้าเย็น เหงื่อออก กระสับกระส่าย ชีพจรเบาและเร็ว เป็นอาการเริ่มแรกของอาการช็อค
ซึ่งจะเกิดพร้อมกับที่ไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว บางรายจะมีเลือดออกในทางเดินอาหาร
อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายอุจจาระเป็นเลือด อาการเหล่านี้จะเกิดอย่างรวดเร็ว
ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันท่วงทีจะทำให้ตายได้ ภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังจากเริ่มมีอาการช็อค
รูปที่ 5
โรคไข้เลือดออกเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่
ซึ่งมีทั้งหมด 4 type คือ type ที่ 1,2,3, และ 4 โดยมียุงลายเป็นพาหะนำโรค
ทำให้ติดต่อถึงกันได้ โดยยุงจะดูดเลือดที่มีเชื้อไวรัสจากผู้ป่วย เชื้อจะฟักตัวในยุง
ประมาณ 8 - 10 วัน และ คงอยู่ในตัวยุงได้นานตลอด 1 -2 เดือน เมื่อยุงนั้นไปกัดเด็กปกติ
ก็จะถ่ายทอดเชื้อ โดยคนปกติเมื่อได้รับเชื้อ แล้วประมาณ 5 -8 วัน ก็จะแสดงอาการป่วยเป็นไข้เลือดออก
กลับไปหน้าแรก
รูปที่ 6
ในประเทศไทย
ยุงลายที่เป็นพาหะหลักของไข้เลือดออกคือยุง Aedes aegypti สันนิษฐานว่า มีกำเนิดในทวีปแอฟริกา
แล้วแพร่กระจายไปยังทวีปต่าง ๆ โดยมีรายงานการพบยุงลายชนิดนี้ ครั้งแรกในปี
พ.ศ. 2450 ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีรายงานว่าเข้ามาตั้งแต่เมื่อใด คาดว่าอาจเข้ามาโดยเป็นไข่ติดมากับภาชนะดินเผาจากประเทศจีน
หรืออาหรับในหลายศตวรรษก่อน ในอดีตจะพบยุงลายชนิดนี้เฉพาะในเขตเมืองใหญ่
ๆ แต่ปัจจุบันปรากฏว่าพบทั้งในเขตเมืองและเขตชนบท ยุงลาย Aedes aegypti เป็นยุงที่มีขนาดเล็กสีดำ
มีลายขาวเห็นได้ชัดที่ขา ท้อง และ ลำตัว โดยเฉพาะบนสันหลังอก จะมีเกล็ดสีขาวเป็นรูปเคียว
1 คู่
Aedes albopictus
หรือยุงลายสวน สามารถนำโรคไข้เลือดออกได้เช่นกัน มีกำเนิดในทวีปเอเชีย โดยพบได้ทั่วไปตั้งแต่ประเทศ
อินเดีย พม่า ไทย มาเลเซีย จนถึง ญี่ปุ่น ปัจจุบันได้มีการแพร่ระบาดไปยังสหรัฐอเมริกา
สันนิษฐานว่าติดไปกับยางรถยนต์เก่า ที่นำเข้าจากทวีปเอเซีย Aedes albopictus
เป็นยุงที่มีขนาดเล็กเท่า ๆ กับยุงลาย Aedes aegypti มีสีดำ มีลายขาวที่ขา
ท้อง และ ลำตัว และมีลักษณะที่สำคัญคือมีเกล็ดสีขาวเป็นขีดยาวอยู่กลางสันหลังอก
รูปที่ 7
วงจรชีวิตของยุงลายเป็นแบบสมบูรณ์
หรือที่เรียกว่า Complete metamorphosis โดยแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะไข่
ลูกน้ำ ตัวโม่ง และ ตัวเต็มวัย ระยะเวลาที่ใช้ในการเจริญเติบโต แตกต่างตามสภาพแวดล้อม
ได้แก่ อุณหภูมิ อาหาร ความหนาแน่น ในภูมิอากาศประเทศไทยที่อุณหภูมิประมาณ
28-35 องศาเซลเซียส ยุงลายใช้เวลาในการเจริญเติบโตจากไข่จนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัย
ประมาณ 9-14 วัน
รูปที่ 8
ไข่ยุงลาย Aedes
aegypti มีลักษณะยาวรี ขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร ลักษณะเป็นฟองเดี่ยว ๆ ออกมาใหม่
ๆ มีสีขาว แล้วเปลี่ยนเป็นสีดำ ในเวลา ประมาณ 2 ชั่วโมง ยุงลายชอบวางไข่บนพื้นผิวที่เปียกด้านในของภาชนะขังน้ำเหนือระดับน้ำเล็กน้อย
ไข่ที่วางใหม่ ๆ ตัวอ่อนภายในยังไม่เจริญเต็มที่ ต้องอาศัยความชื้นสูง ใกล้ๆ
ระดับน้ำ เพื่อให้ตัวอ่อนภายในไข่ เจริญเติบโตจนครบระยะที่จะฟักออกมาเป็นลูกน้ำ
ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน ที่อุณหภูมิ ประมาณ 28-35 องศาเซลเซียส ถ้าไข่แห้งในขณะที่ตัวอ่อนกำลังเจริญเติบโต
ตัวอ่อนจะตายได้ แต่ถ้าตัวอ่อนเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว ไข่จะสามารถอยู่ในสภาพแห้งได้เป็นเวลาหลายเดือนและจะสามารถฟักออกมาเป็นตัวลูกน้ำได้
เมื่อมีน้ำท่วมไข่
รูปที่ 9
ลูกน้ำยุงลายมี
4 ระยะ ซึ่งจะใช้เวลาในการเจริญเติบโตประมาณ 7-10 วัน อาหารของลูกน้ำได้แก่
ตะไคร่น้ำ อินทรียสารต่าง ๆ และจุลินทรีย์เล็ก ๆ ในภาชนะขังน้ำ และจะโผล่ขึ้นมาหายใจโดยใช้ท่อหายใจที่ผิวน้ำ
ลูกน้ำยุงลาย Aedes aegypti มีลักษณะที่สำคัญ คือ ถ้านำมาดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์จะเห็นว่า
บริเวณอกด้านข้างจะมีหนามแหลมข้างละ 2 อัน เห็นได้ชัดเจน และมีลักษณะการว่ายน้ำเป็นรูปเลข
8 หรือรูปตัว S ระยะลูกน้ำเป็นระยะที่ง่ายต่อการจำกัด เนื่องจากอาศัยอยู่ในภาชนะขังน้ำ
ไม่สามารถหนีได้เหมือนตัวเต็มวัย
รูปที่ 10
หลังจากระยะลูกน้ำ
ก็จะลอกคราบเป็นตัวโม่ง ซึ่งจะมีสีน้ำตาลดำ ระยะตัวโม่งจะเป็นระยะที่ไม่กินอาหาร
การเปลี่ยนแปลงรูปร่างในระยะตัวโม่ง เพื่อเข้าสู่ระยะตัวเต็มวัยใช้เวลาประมาณ
1-2 วัน และมักพบตัวโม่งลอยอยู่บนผิวน้ำเพื่อขึ้นมาหายใจ
รูปที่ 11
ยุงลายตัวเต็มวัยทั้ง
2 เพศ จะมีลักษณะแตกต่างกัน ที่หนวด โดยที่ยุงตัวผู้หนวดจะมีลักษณะเป็นพู่ขน
เฉพาะยุงลายเพศเมียเท่านั้นที่ต้องดูดกินเลือด เพื่อนำโปรตีนจากเลือดไปสร้างไข่
นอกเหนือจากน้ำหวานที่ยุงลาย ทั้ง 2 เพศ ต้องการเพื่อนำไปสร้างพลังงาน ดังนั้นยุงลายเพศเมียนี้เองที่เป็นตัวการสำคัญ
ถ่ายทอดเชื้อขณะดูดกินเลือด ทำให้เกิดการระบาดของไข้เลือดออก โดยหลังจากออกจากตัวโม่งแล้วระยะหนึ่ง
ยุงลายจะเริ่มทำการผสมพันธุ์ หลังจากนั้น ยุงลายเพศเมียจะเริ่มออกกินเลือดเพื่อสร้างไข่ต่อไป
รูปที่ 12
เหยื่อที่ยุงลายชอบกัด
ได้แก่ คน ยุงลายจะสามารถกัดดูดเลือดได้หลายครั้ง และเมื่อไปกัดคนที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่
เชื้อจะคงอยู่ตลอดชั่วอายุของยุงนั้น ทำให้ยุงลายเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสได้เป็นอย่างดี
ยุงลาย Aedes aegypti หากินภายในบ้านตั้งแต่เช้าจนถึงเวลาพลบค่ำ โดยเฉพาะในช่วงเวลา
8.00 - 17.00 นาฬิกา
รูปที่ 13
นอกจากคนแล้ว
ยุงลายยังสามารถกินเลือดสัตว์ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์เลี้ยงภายในบ้าน
เช่น สุนัข แมว แต่จะเป็นส่วนน้อย
กลับไปหน้าแรก
รูปที่ 14, 15
ยุงลาย
Aedes aegypti ซึ่งเป็นพาหะหลักนำโรคไข้เลือดออก มีอุปนิสัยอาศัยอยู่ในบ้านเรือน
โดยมีแหล่งเพาะพันธุ์เป็นภาชนะขังน้ำบริเวณบ้านพักอาศัย เช่น ตุ่มน้ำ บ่อซีเมนต์กักน้ำ
ซึ่งถึงแม้ปัจจุบันจะมีการใช้น้ำประปากันมากขึ้น แต่ประชาชนก็ยังคงเก็บกักน้ำดื่มและน้ำใช้
อีกทั้งในบางพื้นที่ยังคงไม่มีน้ำประปาใช้เราจึงยังพบลูกน้ำอยู่ทั่วไปในภาชนะขังน้ำ
ในบ้านเรือน
รูปที่ 16
จานรองขาตู้กันมด
เป็นภาชนะขังน้ำชนิดหนึ่งที่พบได้ทั่วไปในบ้านเรือน เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่ยุงลายชอบมาวางไข่เช่นกัน
รูปที่ 17
หรือแม้แต่แจกันที่คนนิยมปลูกต้นไม้ในบ้านเรือน
เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายแหล่งหนึ่งที่ประชาชนมักคาดไม่ถึง
รูปที่ 18 , 19, 20
ส่วนภาชนะขังน้ำที่อยู่นอกบ้าน
ในบริเวณรอบ ๆ บ้านทั้งที่เป็นภาชนะเก็บกักน้ำไว้ใช้ หรือภาชนะเก่าที่ทิ้งไว้แล้วมีน้ำขัง
เช่น ยางรถยนต์ กระป๋อง ไห กะลามะพร้าว เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายได้ทั้งสิ้น
รูปที่ 21 , 22
ส่วนยุงลายสวน
Aedes albopictus ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกได้เช่นกัน เป็นยุงที่พบอยู่ตามป่าและในเขตที่มีการปลูกต้นไม้ยืนต้น
เช่น สวนยาง สวนมะพร้าว สวนผลไม้ และ ตามเขตชนบท โดยมีแหล่งเพาะพันธุ์อยู่ตามโพรงต้นไม้
กระบอกไม้ไผ่ เศษใบไม้ที่หล่นตามพื้น รวมทั้งภาชนะที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่พบอยู่นอกบ้าน
เช่น ยางรถยนต์ กระป๋องน้ำ ดังนั้นยุงลายชนิดนี้จึงเป็นพาหะที่มีบทบาทสำคัญในเขตชนบท
รูปที่ 23
ส่วนยุงลายสวน
Aedes albopictus ซึ่งเป็นพาหะนำโรคไข้เลือดออกได้เช่นกัน เป็นยุงที่พบอยู่ตามป่าและในเขตที่มีการปลูกต้นไม้ยืนต้น
เช่น สวนยาง สวนมะพร้าว สวนผลไม้ และ ตามเขตชนบท โดยมีแหล่งเพาะพันธุ์อยู่ตามโพรงต้นไม้
กระบอกไม้ไผ่ เศษใบไม้ที่หล่นตามพื้น รวมทั้งภาชนะที่มนุษย์สร้างขึ้น แต่พบอยู่นอกบ้าน
เช่น ยางรถยนต์ กระป๋องน้ำ ดังนั้นยุงลายชนิดนี้จึงเป็นพาหะที่มีบทบาทสำคัญในเขตชนบท
กลับไปหน้าแรก
รูปที่ 25
วิธีหนึ่งที่จะควบคุมไข้เลือดออกให้ได้ผลดี
คือ การควบคุมยุงพาหะนำโรค ซึ่งทำได้ทั้งการกำจัดตัวอ่อนและตัวเต็มวัย การควบคุมทำได้หลายวิธี
ผู้ดำเนินการควรเลือกใช้วิธีที่เหมาะสม ตามแต่สภาพแวดล้อม และเศรษฐานะโดยรัฐและประชาชนควรร่วมมือกัน
อย่างจริงจังและต่อเนื่อง
รูปที่ 26
เริ่มแรกประชาชนควรดำเนินการป้องกันตนเอง
และบุตรหลาน ไม่ให้ป่วยเป็นไข้เลือดออก โดยหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกยุงกัด โดยเฉพาะ
เด็กที่ต้องนอนตอนกลางวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาออกหากินของยุงลายเพศเมีย เราสามารถป้องกันการถูกยุงกัดได้โดยให้เด็กนอนบริเวณที่มีลมถ่ายเทสะดวก
หรือนอนกางมุ้ง
รูปที่ 27รูปที่ 28
การกำจัดลูกน้ำยุงลาย
ประชาชน สามารถดำเนินการได้เอง อย่างง่าย ๆ จากการที่เราทราบว่า ลูกน้ำยุงลายมีแหล่งเพาะพันธุ์
เป็นภาชนะขังน้ำดื่มน้ำใช้ในบ้านและบริเวณรอบ ๆ บ้าน การกำจัดทำได้หลายวิธี
เช่น ใช้ฝาปิดภาชนะขังน้ำ เพื่อป้องกันยุงลายลงไปไข่ หมั่นขัดล้างเปลี่ยนถ่ายน้ำในภาชนะต่าง
ๆ เพื่อกำจัดไข่และลูกน้ำ ใส่เกลือหรือน้ำส้มสายชูในจานรองขาตู้กันมด หมั่นเปลี่ยนน้ำและตรวจดูลูกน้ำในแจกันที่ปลูกต้นไม้ภายในบ้าน
เก็บ คว่ำ หรือทำลายภาชนะขังน้ำที่ไม่ได้ใช้เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย
ซึ่งวิธีการเหล่านี้ควรจะได้ทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้สามารถลดจำนวนประชากรของยุงลายไปได้มาก
รูปที่ 29
ส่วนการกำจัดยุงลายตัวเต็มวัย
สามารถดำเนินการเองได้ หลายวิธีทั้งโดยวิธีกล โดยการใช้มือตี หรือ การใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า
เช่น ที่ตียุงไฟฟ้า การใช้สวิงโฉบ
กลับไปหน้าแรก
รูปที่ 30
โดยการใช้ผลิตภัณฑ์เคมีกระป๋อง
ซึ่งมีขายทั่วไป ฉีด พ่น ซึ่งมีข้อแนะนำดังนี้คือ ผู้ใช้ควรหลีกเลี่ยงการสูดดมละอองเคมีโดยตรง
ควรฉีดให้ฟุ้งกระจายโดยเฉพาะตามมุมห้องหรือใต้โต๊ะ อย่าฉีดพ่นโดยตรงบนเครื่องอุปโภค
บริโภค และควรฉีดทิ้งไว้ 15 -30 นาที จึงจะเข้าไปอยู่ในบริเวณนั้น
รูปที่ 31 รูปที่ 32
นอกจากผลิตภัณฑ์เคมีแล้ว
เราอาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ประจำในบ้าน คือน้ำยาล้างจาน ฉีด พ่นยุงลายตัวเต็มวัย
โดยผสมน้ำยาล้างจาน 1 ส่วน ต่อน้ำ 4 ส่วน ใส่ลงในกระบอกฉีด ฉีดพ่นฆ่ายุงให้ห่างจากตัวยุงประมาณ
30-50 เซนติเมตร โดยอาจจะฉีดพ่นไปที่บริเวณแหล่งเกาะพักของยุงลาย เช่น บริเวณเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว
ห้องน้ำ บริเวณมุมห้องหรือที่อับแสงของบ้าน ซึ่งจะทำให้ยุงตาย เนื่องจากเปียกน้ำและ
บินไม่ได้ และ หลังจากใช้แล้วควรเช็ดถูพื้นที่เปียก เพื่อป้องกันการลื่น
รูปที่ 33
อีกวิธีหนึ่งที่ประชาชนสามารถดำเนินการเองได้
โดยการใช้ตัวห้ำต่าง ๆ กินลูกน้ำยุงลาย เช่น การใช้ปลาหางนกยูง ใส่ลงในตุ่มน้ำใช้
รูปที่ 34
ส่วนภาครัฐสามารถดำเนินการสนับสนุนการควบคุมยุงลายโดยการให้สุขศึกษา
และความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับยุงลายและไข้เลือดออก ให้การสนับสนุน วัสดุ
อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการควบคุมยุงลาย ดำเนินการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านทางสื่อต่าง
ๆ เช่น โปสเตอร์ แผ่นพับ ใบปลิว วีดีโอ วิทยุกระจายเสียง
รูปที่ 35

ให้การสนับสนุนสารกำจัดลูกน้ำตามความเหมาะสม
เช่น ทรายอะเบท โดยใส่ในอัตราส่วน 20 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ซึ่งจะสามารถควบคุมลูกน้ำยุงลายได้นานประมาณ
3 เดือน
รูปที่ 36 รูปที่ 37
หรือใช้ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์
ซึ่งจากการศึกษาพบว่า แบคทีเรีย Bacillus thuringiensis subsp israelensis
ที่ อัตราส่วน 1 เม็ด (1 กรัม) ความแรง 500 ITU/mg ต่อน้ำ 200 ลิตร สามารถควบคุมลูกน้ำได้นาน
2 อาทิตย์ ถึง 1 เดือน โดยขึ้นอยู่กับสภาพการใช้น้ำ
รูปที่ 38
เพื่อเป็นการป้องกัน
หรือยับยั้งการระบาดของไข้เลือดออก หรือ เมื่อต้องการลดปริมาณความชุกชุมของยุงลายโดยฉับพลัน
ภาครัฐสามารถสนับสนุนการพ่นเคมีกำจัดยุงลายในชุมชนซึ่งโดยทั่วไปการพ่นเคมีจะมีการใช้งานอยู่
2 แบบ แบบแรกคือการพ่นหมอกควัน เป็นการพ่นฆ่ายุงโดยใช้เคมีฆ่าแมลงเจือจาง
เช่น Malathion 5 %, Fenitrothion 2 % ซึ่งจะมีทั้งแบบติดตั้ง บนรถยนต์และชนิดมือหิ้ว
รูปที่ 39
ส่วนแบบที่สองคือ
การพ่นละอองฝอยละเอียด เป็นการพ่นโดยใช้สารเคมีที่มีความเข้มข้นสูง การพ่นแบบนี้มีข้อดีกว่าการพ่นแบบหมอกควันหลายประการคือ
ใช้สารเคมีน้อยเนื่องจากความเข้มข้นสูง เวลาพ่นไม่มีหมอกควัน เป็นการลดมลพิษทางอากาศ
และ การใช้สารเคมีความเข้มข้นสูง ทำให้มีฤทธิ์ตกค้างในการฆ่ายุงหลังการพ่นอีกหลายวัน
รูปที่ 40
เมื่อประชาชนได้ตระหนักถึงอันตรายของไข้เลือดออกที่จะเกิดขึ้นกับบุตรหลาน
โดยคอยหมั่นตรวจตรากำจัดลูกน้ำในบ้านอย่างต่อเนื่อง ให้ความร่วมมือกับรัฐ
ใช้วิธีควบคุมดังที่กล่าวมาแล้วตามความเหมาะสม เราก็จะสามารถลดจำนวนผู้ป่วยด้วยไข้เลือดออกลงได้อย่างแน่นอน
รูปที่ 41
จัดทำโดย
กลุ่มงานกีฏวิทยา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์