การเก็บตัวอย่างส่งตรวจหาสารพิษทาง คลินิก นิติเวช และอาชีวอนามัย

  1. ประเภทของตัวอย่างที่ต้องเก็บส่ง

    1. ตัวอย่างจากผู้ป่วยที่ยังมีชีวิตอยู่ได้แก่
            1) อาเจียน (ถ้ามี)
            2) น้ำล้างกระเพาะ (เป็นตัวอย่างที่สำคัญ และต้องส่งทุกครั้งหากต้องการตรวจหาสารพิษไม่ทราบชนิด)
            3) เลือด
            4) ปัสสาวะ

    2. ตัวอย่างจากศพ ได้แก่
            1) ส่งที่มีอยู่ภายในกระเพาะอาหารทั้งหมด หรือกระเพาะอาหารผูกขั้วหัวท้าย
            2) ตับ
            3) เลือด
            4) ปัสสาวะ
            5) กล้ามเนื้อบริเวณที่มีรอยฉีดยา

    3. วัตถุอื่นๆ ที่สงสัยว่าเป็นสารพิษ หรือมีสารพิษเจือปน ได้แก่
            1) ยารักษาโรคต่างๆ ที่พบบริเวณใกล้เคียง ผู้ป่วยหรือผู้ตาย
            2) สารเคมีต่างๆ ที่พบใบบริเวณใกล้เคียง ผู้ป่วยหรือผู้ตาย
            3) เครื่องดื่มที่สงสัยว่าเจือปนสารพิษ
            4) อาหารที่สงสัยว่าเจือปนสารพิษ

  2. รายละเอียดของตัวอย่างที่ต้องเก็บส่งตรวจ

    2.1 อาเจียนและน้ำล้างกระเพาะ
            1) อาเจียนถ้ามีควรเก็บส่งมาทั้งหมด
            2) น้ำล้างกระเพาะ ครั้งแรก และควรใช้น้ำเปล่า 500 - 1,000 มล. เก็บส่งทั้งหมด

            ตัวอย่างทั้ง 2 ชนิด แยกบรรจุในภาชนะขวดแก้ว หรือขวดพลาสติกปิดจุกให้แน่นสนิท เพื่อกันการระเหยของสารพิษที่ระเหยได้ ไม่ใส่สารกันบูด ถ้าจำเป็นใช้วิธีแช่เย็น ควรรีบส่ง

            การเป็นพิษแบบเฉียบพลันจากการได้รับทางปาก มักมีเศษของสารมีพิษหลงเหลืออยู่ในอาเจียนหรือน้ำล้างกระเพาะ นอกจากนั้นสี กลิ่น ความเป็นกรด-เบสของตัวอย่าง จะช่วยนักวิเคราะห์ได้ในการวินิจฉัยชนิดของยา หรือสารมีพิษ ทำให้การวิเคราะห์ได้ผลเร็ว และลดความสิ้นเปลีองได้ด้วย


    2.2 เลือด
            1) เลือดเก็บจากผู้ป่วย ใช้ 10 มล.
            2) เลือดเก็บจากศพ ใช้ 30 - 60 มล.

            เจาะจากเส้นเลือด Sub-axillary, Neck vein หรือ femoral artery ศพที่ไม่สามารถเจาะเลือดได้แล้ว ใช้เลือดจากหัวใจก็ได้ (ไม่ควรใช้เลือดจาก Portal Vein เพราะจะทำให้การคำนวณปริมาณสารในเลือดสูงเกินความจริงไปได้มาก และต้องไม่ใช้เลือดจาก body cavities ต่างๆ)

            การเก็บตัวอย่างเลือดจำเป็นต้องระวังมากในเรื่องคุณภาพของเลือดตัวอย่างต้องระมัดระวังเกี่ยวกับสิ่งเจือปนต่างๆ เช่น การเจาะเลือด เพื่อหา Alcohol จะต้องใช้ยาฆ่าเชื้อโรคชนิดอื่นทาผิวแทนการใช้แอลกฮอล์ (เช่น ใช้ mercuric nitrate แทน) เป็นต้น

            เลือดตัวอย่างที่ต้องการให้ตรวจสารพิษที่ระเหยได้ เช่น Methanol ต้องระมัดระวังการสูญเสืยเนื่องจากการระเหย


    2.3 ตับ
            อย่างน้อย 500 กรัม ระวังอย่างให้ถุงน้ำดีรั่ว ตัวอย่างตับต้องการค่อนข้างมาก เนื่องจากมีสารหลายชนิด มีขนาดความเป็นพิษน้อยมากเพียงจำนวนมิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม ซึ่งปริมาณน้อยเช่นนี้ในตับยิ่งจะมีน้อยลงไปอีก การตรวจวิเคราะห์จึงต้องใช้ตัวอย่างตับหลายร้อยกรัมเพื่อที่จะสกัดเอาสารเป็นพิษออกมาให้ได้มากพอที่จะทำการตรวจได้


    2.4 ปัสสาวะ
            1) ปัสสาวะจากผู้ป่วยให้เก็บปัสสาวะภายใน 24 ชั่วโมงส่งตรวจทั้งหมด โดยส่งปัสสาวะที่เก็บในครั้งแรกก่อน ส่วนปัสสาวะที่เก็บได้ครั้งต่อไปให้ส่งพร้อมกันในวันรุ่งขึ้น ในการเก็บตัวอย่างปัสสาวะนี้หากแยกภาชนะบรรจุสำหรับปัสสาวะแต่ละครั้งหรือสองครั้งให้ปิดฉลากระบุเวลาที่เก็บไว้ด้วย
            2) ปัสสาวะจากศพ ควรเก็บทั้งหมดที่มีในกระเพาะปัสสาวะ แม้ว่าจะมีน้อยก็ตาม

  3. วิธีการส่งตัวอย่าง
            วิธีที่ดีที่สุด คือ วิธีแช่ตัวอย่างให้เย็นจัด หรือแช่แข็งไว้ตลอดเวลาจนถึงเวลาตรวจ หากต้องขนส่งตัวอย่างเป็นระยะทางไกล ควรใส่สารกันบูดในตัวอย่าง

            1) สำหรับตัวอย่างเลือดใช้ 1% โซเดียมฟลูออไรด์ (100 มก. ต่อเลือด 10 มล.) เขย่าให้เข้ากัน
            2) อวัยวะภายใน (กระเพาะอาหาร,ตับ) ใช้ 70% เอธิลแอลกอฮอล์ ในกรณีที่หาเอธิลแอลกอฮอล์ไม่ได้ ให้ใช้เกลือแทน (เกลือ 1 ส่วน น้ำ 3 ส่วน) ควรแบ่งน้ำยาดองใส่ขวดสะอาดประมาณ 100 มล. ส่งไปด้วย
            3) ตัวอย่างที่ต้องการให้ตรวจแอลกอฮอล์ทุกชนิด ต้องระวัง ไม่ดองด้วยแอลกอฮอล์ ควรใช้น้ำเกลือ


    ข้อควรระวัง
            1. ห้ามใช้น้ำยาดองศพ (ฟอร์มาลิน) ดองอวัยวะที่ส่งตรวจ เพราะฟอร์มมาลินจะมีผลกระทบต่อการตรวจหาสารพิษหลายชนิด
            2. ห้ามใส่สารกันบูดในตัวอย่างปัสสาวะและน้ำล้างกระเพาะ

  4. ภาชนะสำหรับบรรจุ
            ภาชนะที่ใช้บรรจุ ควรเลือกใช้ภาชนะที่ไม่แตกง่าน มีฝาหรือจุกปิดสนิท ทำความสะอาดง่ายภาชนะทุกชิ้นต้องทำให้สะอาดและปล่อยให้แห้งสนิทก่อน จึงนำมาใช้บรรจุตัวอย่างได้ ปัจจุบันอาจใช้ภาชนะประเภทพลาสติก เช่น ขวด กล่อง หรือแม้แต่ถุง ที่คุณภาพดีแทนภาชนะแก้วได้ สำหรับถุงพลาสติกควรเลือกชนิดที่ไม่มีรอยเย็บต่อ เพื่อกันการรั่ว และควรใช้ 2 - 3 ถุง ซ้อนรัดปากถุงให้แน่นด้วยยางรัด จุกขวดหรือฝากล่องจะต้องปิดได้สนิท ควรใช้พลาสเตอร์หรือเทปคาดทับ ถ้าเป็นของกลางคดีควรมีลายเซ็นเจ้าหน้าที่ทับรอยต่อของพลาสเตอร์หรือเทปด้วย

            ตัวอย่างแต่ละชนิดให้บรรจุโดยแยกภาชนะไม่ปะปนกัน และจะต้องปิดฉลากบนภาชนะทุกชิ้น ระบุชื่อโรงพยาบาลหรือหน่วยงานที่จัดส่ง เลขที่หนังสือนำส่ง ชนิดตัวอย่าง ชื่อเจ้าของ และเลขที่ประจำรายการที่บรรจุในหนังสือนำส่ง

  5. ตัวอย่างวัตถุอื่นๆ
            สารเคมีที่สงสัยหรือยารักษาโรค และต้องการส่งให้ตรวจวิเคราะห์ ควรเก็บส่งทั้งหมด พร้อมทั้งภาชนะเดิมที่บรรจุอยู่ เช่น ซอง กล่อง ขวด หรือกระป๋อง เป็นต้น โดยรักษาสภาพของฉลาก หรือซองยา ตลอดจนใบเอกสารประกอบต่างๆ ไว้ให้ดีที่สุด ถ้าตัวอย่างมีมากกว่าหนึ่งรายการ ให้จัดแยกภาชนะบรรจุแต่ละรายการใส่ในภาชนะที่เหมาะสมปิดสนิท ปิดฉลากระบุชนิดตัวอย่าง เลขที่รายการเลขที่หนังสือนำส่ง และชื่อหน่วยงานที่ส่งให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วบรรจุของทั้งหมดรวมกันในกล่องอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้เป็นชิ้นเดียวกันได้

            เครื่องดื่มในขวด ควรปิดจุกให้แน่นส่งทั้งขวด เครื่องดื่มในภาชนะอื่น เช่น ถ้วยแก้ว หรืออาหารชนิดเดียว แต่มีหลายจาน ควรแยกบรรจุแต่ละรายการลงในภาชนะแต่ละอัน ถ้าปริมาณอาหารมากอาจใช้วิธีสุ่มตัวอย่าง (ตักจากที่ต่าง ๆ กัน หลายๆที่แล้วนำมารวมกัน) แต่จะต้องไม่นำอาหารต่างชนิดหรืออาหารในต่างภาชนะ มารวมกันเป็นตัวอย่างรายการเดียวกันเป็นอันขาด

            ตัวอย่างต่าง ๆ ดังกล่าว เมื่อบรรจุในภาชนะและปิดสนิทแล้ว ควรใช้พลาสเตอร์หรือเทปคาดทับฝาหรือจุก ถ้าเป็นคดีควรมีลายเซ็นของเจ้าหน้าที่ผู้เก็บตัวอย่างที่รอยต่อของเทปหรือพลาสเตอร์ปิดฉลากระบุให้เรียบร้อย

            ซองยาเปล่า ภาชนะบรรจุยาหรือสารเคมีเปล่า ที่สงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดพิษ ไม่ควรทิ้งหรือทำลาย ควรเก็บส่งด้วยโดยพยายามรักษาฉลากที่ติดอยู่ให้อยู่ในสภาพที่สามารถอ่านได้มากที่สุด

  6. การรายงานข้อมูลการเกิดพิษ
            เป็นรายงานที่ให้รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการเกิดพิษรายนั้น ๆ รายงานนี้มีความสำคัญมากและเป็นที่ต้องการของนักพิษวิทยาหรือผู้วิเคราะห์ ที่จะได้นำไปใช้เป็นแนวทางในการวิเคราะห์ และการตีความ อาการต่าง ๆ ของผู้ป่วยหรือผู้ตาย จะช่วยให้นักพิษวิทยาจับแนวทางได้ว่าควรตรวจหาสารชนิดใด หรือประเภทใด หรือจะงดตรวจหาสารประเภทใดได้ แทนที่จะทำการตรวจไปตามระบบ ซึ่งใช้เวลาและหมดเปลืองมาก และที่สำคัญที่สุด คือ ทำให้นักพิษวิทยาสามารถรักษาส่วนของตัวอย่างไว้ได้ เพื่อใช้สำหรับทำการวิเคราะห์อื่นที่เหมาะสม หรือในโอกาสที่จำเป็นต้องวิเคราะห์เพิ่มเติม

    ข้อมูลของรายงานการเกิดพิษจะเป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์รวมทั้งการตีความ ควรมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

    1. ลักษณะของผู้ป่วย หรือผู้ตาย เช่น เพศ อายุ น้ำหนักตัว (โดยประมาณ)
    2. ประวัติของผู้ป่วยหรือผู้ตาย เช่น เคยเจ็บป่วยด้วยโรคใดมาก่อน การรักษาที่ได้รับ ลักษณะอาชีพ งานอดิเรก ความเกี่ยวข้องกับยาหรือสารเคมีใดๆ เป็นต้น
    3. การเกิดพิษ เช่น เวลาเริ่มมีอาการผิดปกติ เหตุที่ทำให้สงสัยว่าได้รับสารพิษ ทางที่ได้รับ อาการป่วยทุกอาการและทุกระยะ การแก้ไขและยา  ตลอดจนขนาดที่ให้ เป็นต้น

            รายละเอียดที่กล่าวมานี้ ผู้จัดส่งวัตถุตัวอย่างเพื่อตรวจวิเคราะห์ ควรพยายามกรอกลงในใบรายงานข้อมูลโดยละเอียดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น และเพื่อให้ผู้ส่งตรวจได้รับรายงานผลการวิเคราะห์ที่มีคุณค่า ใช้ประโยชน์เต็มที่ ทั้งในด้านการแพทย์และด้านนิติเวชวิทยา

  7. การส่งตัวอย่าง
            การจัดส่งตัวอย่าง เพื่อตรวจวิเคราะห์ทางนิติเวชทุกครั้ง ต้องระมัดระวังมาก เพราะวัตถุตัวอย่างเหล่านั้นไม่มีเพิ่มเติมหรือหามาทดแทนได้ เพื่อให้การตรวจวิเคราะห์ได้ผลดี ควรพิจารณาส่งตัวอย่างให้ถูกต้อง ทั้งให้มีปริมาณมากพอ สำหรับทำการตรวจวิเคราะห์วัตถุตัวอย่างเกี่ยวกับคดี และจะต้องทำหลักฐานไว้เป็นพิเศษ และต้องระมัดระวังในการสับเปลี่ยนวัตถุของกลางด้วย

ตาราง 11-1

วิธีการเก็บตัวอย่างส่งตรวจตามชนิดของสารพิษที่ต้องการตรวจวิเคราะห์เพื่อหาสาเหตุของการเจ็บป่วย/การตายที่เป็นคดี
ชนิดตัวอย่าง
ปริมาณตัวอย่าง
ที่ใช้ในการวิเคราะห์
สารพิษที่ต้องการ
ตรวจวิเคราะห์
จากผู้ป่วย
1) อาเจียน
2) น้ำล้างกระเพาะครั้งแรก (ควรใช้น้ำเปล่า 500-1,000 มิลลิลิตร)
เก็บส่งทั้งหมด
สารพิษไม่ทราบชนิด
จากศพ
3) กระเพาะอาหารผูกขั้วหัวท้ายหรือสิ่งที่บรรจุในกระเพาะอาหาร
4) ตับ
มากกว่าหรือเท่ากับ 500 กรัม
5) ซีรั่ม (ห้ามมีเม็ดเลือดแดงปน) ส่งตรวจภายใน 24 ชั่วโมง
1 มล.
ระดับเอนไซม์ cholinesterase
จากผู้ป่วย
6) เลือด (whole blood)
10 มล.
ปริมาณ Alcohol และ Methanol ยารักษาโรค เช่น salicylates, barbiturates, diazepam,nitrazepam ฯลฯ
จากศพ
7) เลือด (whole blood)
30-60 มล.
จากผู้ป่วย
8) ปัสสาวะ (ที่เก็บครั้งแรก)
ควรมากกว่าหรือเท่ากับ 100 มล.
Metabolite ของสารมีพิษบางชนิดเท่านั้น เช่น
- สาร metabolites ของยาในกลุ่ม benzodiazepines, paracetamol
- หาสารเสพติด morphine, heroin
- paraquat
จากศพ
9) ปัสสาวะ
เก็บทั้งหมดที่มีในกระเพาะปัสสาวะ


ตาราง 11-2
การเก็บตัวอย่างส่งตรวจเพื่อวิเคราะห์ปริมาณโลหะทางอาชีวอนามัย
ชนิดตัวอย่าง
ปริมาณตัวอย่างที่ใช้ในการวิเคราะห์
สารพิษที่ต้องการตรวจวิเคราะห์
1. เลือด (whole blood,ใช้ EDTA,heparin)
2 มล.
2 มล.
2 มล.
2 มล.
ตะกั่ว (Pb)
แคดเมียม (Cd)
โครเมียม (Cr)
แมงกานีส (Mn)
2. ซีรั่ม (ห้ามมีเม็ดเลือดแดงปน)
2 มล.
2 มล.
2 มล.
สังกะสี (Zn)
ทองแดง (Cu)

อลูมิเนียม (Al)
3. ปัสสาวะ
50 มล.
50 มล.
50 มล.
ปรอท (Hg)
แคดเมียม (Cd)
สารหนู (As)