การเก็บและการส่งตัวอย่าง
ตรวจวินิจฉัยทาง ภูมิคุ้มกันวิทยา |
การเก็บและการส่งตรวจวินิจฉัยโรคเมลิออยโดสิส
(Melioidosis) |
- ชื่อโรคหรือเชื้อที่ต้องการส่งตรวจ
ตรวจหาแอนติบอดีของเชื้อ
Burkhoderia pseudomallei ซึ่งทำให้เกิดโรคเมลิออยโดสิส
- การเตรียมผู้ป่วยเพื่อเก็บตัวอย่าง
-
- ชนิดตัวอย่างและปริมาณ
ซีรัม
ปริมาณ 2 มิลลิลิตร
- ชนิดตัวอย่างที่ไม่เหมาะสม
ซีรัมที่มีฝ้าขาวเนื่องจากเชื้อรา,
แบคทีเรีย
- ข้อแนะนำวิธีการเก็บตัวอย่าง
เจาะเลือดประมาณ
5 มิลลิลิตร แล้วปั่นเพื่อแยกซีรัมใส่ในหลอดพลาสติกปิดจุกให้แน่น โดยเจาะครั้งแรกทันทีที่ได้รับผู้ป่วย
ส่วนครั้งที่สองให้เจาะเลือดห่างจากครั้งแรกเป็นเวลา 2 สัปดาห์
- วิธีการส่งตัวอย่าง
1) ซีรัมใส่ในหลอดพลาสติกปิดจุกให้แน่นพันปากหลอดด้วยพาราฟิล์มเพื่อป้องกันฝาจุกหลุด
2) นำไปบรรจุในถุงพลาสติกรัดปากถุงให้แน่นด้วยยางรัด
3) นำส่งโดยแช่ในกล่องโฟมที่มีน้ำแข็ง
4) ในการเก็บตัวอย่างทุกครั้งโปรดเขียน
ชื่อ-นามสกุลผู้ป่วย วันเดือนปี ที่เก็บพร้อมประวัติการเจ็บป่วย
- เอกสารอ้างอิง
1) กุลนารี
สิริสาลี และ สุดารัตน์ มโนเชี่ยวพินิจ การเจาะเลือด : ผลกระทบต่อคุณภาพงานบริการทางห้องปฏิบัติการชันสูตรโรค
พิมพ์ครั้งที่ 1 กรุงเทพ : เอช. ที. พี. เพรส., 2541.
กลับไปด้านบน
การเก็บและการนำส่งตัวอย่างเพื่อตรวจวินิจฉัยโรคเลปโตสไปโรซิส
(Leptospirosis) |
การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวินิจฉัยโรคเสปโตสไปโรซิส
ต้องคำนึงถึงวิธีตรวจวิเคราะห์ ชนิดของตัวอย่าง การปนเปื้อนและช่วงเวลาของการเจ็บป่วย
การนำส่งตัวอ่างต้องคำนึงถึงความปลอดภัยอุณหภูมิที่เหมาะสม และต้องส่งให้ถึงห้องปฏิบัติการโดยเร็ว
- การเก็บตัวอย่างเพื่อเพาะเชื้อ
ควรเก็บตัวอย่างก่อนการให้ยาปฏิชีวนะด้วยเทคนิคปลอดเชื้อและส่งถึงห้องปฏิบัติการเร็วที่สุด
เลือด ควรเก็บในอาหารสำหรับเพาะเลี้ยงเชื้อเลปโตสไปราชนิดกึ่งแข็ง
( Ellinghausen and McCullough, Modified by Johnson and Harris :
EMJH ) โดยหยดเลือดปริมาตร 0.1 - 0.2 มิลลิลิตร (ประมาณ 1 - 5 หยด)
ลงในหลอดบรรจุ EMJH ปริมาตร 5 - 10 มิลลิลิตร เก็บตัวอย่างละ 3 - 5
หลอด ถ้าใช้เลือดปริมาณมากอาจหยุดการเจริญของเชื้อได้ เนื่องจากแอนติบอดีและยาปฏิชีวนะที่อยู่ในเลือดในกรณีไม่มีอาหารเลี้ยงเชื้อเลปโตสไปรา
เก็บตัวอย่างเลือดในสารกันเลือดแข็งตัว heparin หรือ sodium oxalate
และรีบส่งตัวอย่างให้ถึงห้องปฏิบัติการเพื่อเพาะเชื้อโดยเร็วที่สุด
การนำส่งห้ามแช่เย็น ให้เก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง การเพาะเชื้อในเลือดควรทำในช่วงมีไข้
1 - 2 วันแรก มักใช้อาหารกึ่งแข็ง EMJH ที่มี fluorourcil 100 - 200
ไมโครกรัม/มิลลิลิตร เป็น selective medium ในการเก็บตัวอย่างเพื่อป้องกันการเจริญของแบคทีเรียอื่น
น้ำไขสันหลัง ในช่วง
5 - 10 วันแรกการเพาะเชื้อจะให้ผลบวกได้ โดยเก็บน้ำไขสันหลัง 0.5 มิลลิลิตรใส่ในอาหารกึ่งแข็ง
EMJH ปริมาตร 5 มิลลิลิตรและนำส่งห้องปฏิบัติการ ในกรณีไม่มีอาหารเลี้ยงเชื้อเลปโตสไปราเก็บน้ำไขสันหลังใส่ขวดปราศจากเชื้อและส่งห้องปฏิบัติการเพื่อเพาะเชื้อโดยเร็วที่สุด
ปัสสาวะ การเก็บปัสสาวะต้องระมัดระวังการปนเปื้อนอย่างมาก
ควรเก็บน้ำปัสสาวะช่วงกลาง (midstream urine) ประมาณ 10 มิลลิลิตร
ใส่ในขวดปราศจากเชื้อและนำส่งห้องปฏิบัติการเพื่อเพาะเชื้อทันที เชื้อเลปโตสไปราจะตายง่ายในภาวะเป็นกรด
ดังนั้นจึงต้องปรับให้อยู่ในสภาวะเป็นด่าง ในช่วงสัปดาห์แรกที่ผู้ป่วยมีไข้สูงมักไม่พบเชื้อเลปโตสไปราในปัสสาวะจะพบเชื้อในปัสสาวะได้บ่อยในช่วง
14 - 28 วัน หรือ 1 - 3 สัปดาห์ หลังมีอาการ ซึ่งจะมีโอกาสเพาะเชื้อได้มาก
ชิ้นเนื้อ สามารถเพาะแยกเชื้อได้จากเนื้อเยื่ออวัยวะจาก
ตับ ไต และสมอง ควรเก็บตัวอย่างทันที และเพาะเชื้อภายใน 4 ชั่วโมง
เนื่องจากเชื้อเลปโตสไปราไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานในเนื้อเยื่อที่เสื่อมสลาย
(autolytic tissue)
- การเก็บซีรัมเพื่อส่งตรวจแอนติบอดี
เจาะเลือดจากหลอดเลือดดำ
ใส่หลอดที่ไม่มีสารกันเลือดแข็งตัว หลังจากเลือดแข็งตัวปั่นแยกซีรัมที่ความเร็วประมาณ
1,500 - 2,000 รอบ/นาที ปั่นนาน 5 - 10 นาที ดูดซีรั่มใส่หลอดสะอาด
ระวังอย่าให้มีเม็ดเลือดแดงติดไปด้วย เขียนชื่อ-สกุลของผู้ป่วย HN.
วันที่เก็บตัวอย่าง ครั้งที่เก็บซีรั่ม กรอกใบนำส่งพร้อมประวัติการเจ็บป่วย
ในกรณีส่งให้ห้องปฏิบัติการที่อยู่ไกล ควรวางหลอดทดลองให้อยู่ในแนวตั้งเสมอ
ปิดฝาจุกและปิดทับด้วยพาราฟิล์ม ใส่ในกล่องโฟมที่มีน้ำแข็งแห้ง ควรเก็บเลือดผู้ป่วย
2 ครั้ง โดยเก็บครั้งแรกและครั้งที่สองห่างัน 1 - 2 สัปดาห์
- การเก็บตัวอย่างเพื่อหาสารพันธุกรรม
ตัวอย่างสำหรับตรวจวินิจฉัยโรคเลปโตสไปโรซิสด้วยวิธีตรวจหาสารพันธุกรรมนั้นมักใช้
เลือดปัสสาวะ หรือ น้ำไขสันหลัง เลือดควรเก็บในหลอดที่มีสารกันเลือดแข็งตัว
EDTA ปริมาตร 2-3 มิลลิลิตร เก็บตัวอย่างไว้ที่อุณหภูมิ 4 °ซ ปัสสาวะควรเก็บในหลอดปราศจากเชื้อปริมาตร
20 - 30 มิลลิลิตร ในกรณีไม่สามารถส่งตรวจทันทีควรเก็บตัวอย่างไว้ที่อุณหภูมิ
-20 °ซ เพื่อป้องกันการเจริญของแบคทีเรียชนิดอื่น
- เอกสารอ้างอิง
1. Faine
S, Adler B, Bolin C and Perolat P. Leptospira and Leptospira and
Leptospirosis, 2nd edition. Melbourne. MediSci. 1999.
2. TJ.
Immunologic methods for the diagnosis of spirochetal diseases. In
Maunal of Clinical Laboratory Immunology, 4th Editor. Washington,
D.C.C. American Society for Microbiology. C 1992 : 476 - 478.
3. Merien
F, Amouriaux P, Perolat P, Baranton G and Giron IS. Polymerase Chain
Reaction for detection of Leptospira spp. in clinical samples. J
Clin Microbiol 1992;30 : 2219 - 2224.
กลับไปด้านบน
การเก็บและการส่งตรวจวินิจฉัยโรคคลามัยเดีย
(Chlamydiosis) |
- ชื่อโรคหรือเชื้อที่ต้องการส่งตรวจ
ตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ
Chlamydia trachomatis, Chlamydia pneumoniae ซึ่งทำให้เกิดโรคคลามัยเดีย
- การเตรียมผู้ป่วยเพื่อเก็บตัวอย่าง
-
- ชนิดตัวอย่างและปริมาณ
ซีรัม
ปริมาณ 2 มิลลิลิตร
- ชนิดตัวอย่างที่ไม่เหมาะสม
ซีรัมที่มีฝ้าขาวเนื่องจากเชื้อรา,
แบคทีเรีย
- ข้อแนะนำวิธีการเก็บตัวอย่าง
เจาะเลือดประมาณ
5 มิลลิลิตร แล้วปั่นเพื่อแยกซีรัมใส่ในหลอดพลาสติกปิกจุกให้แน่น โดยเจาะครั้งแรกทันทีที่ได้รับผู้ป่วย
ส่วนครั้งที่สองให้เจาะเลือดห่างจากครั้งแรกเป็นเวลา 2 สัปดาห์
- วิธีการส่งตัวอย่าง
1) ซีรัมใส่ในหลอดพลาสติกปิดจุกให้แน่นพันปากหลอดด้วยพาราฟิล์มเพื่อป้องกันฝาจุกหลุด
2) นำไปบรรจุในถุงพลาสติกรัดปากถุงให้แน่นด้วยยางรัด
3) นำส่งโดยแช่ในกล่องโฟมที่มีน้ำแข็ง
4) ในการเก็บตัวอย่างทุกครั้งโปรดเขียน
ชื่อ-นามสกุลผู้ป่วย วันเดือนปี ที่เก็บพร้อมประวัติการเจ็บป่วย
- เอกสารอ้างอิง
1) กุลนารี
สิริสาลี และ สุดารัตน์ มโนเชี่ยวพินิจ การเจาะเลือด : ผลกระทบต่อคุณภาพงานบริการทางห้องปฏิบัติการชันสูตรโรค
พิมพ์ครั้งที่ 1 กรุงเทพ : เอช. ที. พี. เพรส., 2541
2) Billie
R.B, Francis F. Laboratory diagnosis of Chlamydia trachomatis
infections Atlanta, Center for Disease Control
1981
3) Richmond
SJ, Caul EO Fluorescent antibody studies in Chlamydial Infections.
J Clin Microbiol 1975; 1: 345.
4) Grayston
JT, Campbell LA, Kuo CC et al. A new respiratory
tract pathogen: Chlamydia pneumoniae strain TWAR.
J Infect Dis 1990; 161:618-25.
กลับไปด้านบน
การเก็บตัวอย่าง
Nasopharyngeal หรือ throat swab
เพื่อตรวจวินิจฉัยเชื้อ Chlamydophila (Chlamydia) pneumoniae
โดยวิธี PCR/PCR-RFLP |
1. ชื่อโรคหรือเชื้อที่ต้องการส่งตรวจ
เพื่อหาเชื้อ
Chlamydophila (Chlamydia) pneumoniae โดยวิธี PCR/PCR-RFLP
2. การเตรียมผู้ป่วยเพื่อเก็บตัวอย่าง
-
3. ชนิดตัวอย่างและปริมาณ
nasopharyngeal
หรือ throat swab จากผู้ป่วย ที่แพทย์วินิจฉัยเป็นปอดบวมหรือหลอดลมอักเสบ
4. ชนิดตัวอย่างที่ไม่เหมาะสม
-
5. ข้อแนะนำวิธีการเก็บตัวอย่าง
1. เก็บตัวอย่าง จาก nasopharyngeal หรือ throat swab จากผู้ป่วย ที่แพทย์วินิจฉัยเป็นปอดบวมหรือหลอดลมอักเสบ
1.1
การเก็บ nasopharyngeal swab โดยจับศีรษะผู้ป่วยเอียงไปด้านหลังเล็กน้อย
ใช้ลวดอ่อนพันสำลีปราศจากเชื้อ สอดเข้ารูจมูกช้าๆ ให้แตะด้านหลังโพรงจมูก
หมุนไปมาสักครู่แล้วดึงออกช้าๆ และทำทั้ง 2 รูจมูก จุ่มใส่ลงในขวดที่มีน้ำยา
sucrose phosphate transport medium (2SP)
1.2
การเก็บ Throat swab โดยจับศีรษะผู้ป่วยเอียงไปด้านหลังเล็กน้อย ใช้ไม้
Swab ที่ปราศจากเชื้อป้ายจากคอบริเวณในสุดใกล้กับต่อมท่อนซิลทั้ง 2
ข้าง จุ่มใส่ลงใน ขวดที่มีน้ำยา sucrose phosphate transport medium
(2SP)
2. ในการเก็บตัวอย่างทุกครั้งโปรดเขียน ชื่อ นามสกุล อายุ ผู้ป่วย วัน
เดือน ปีที่เก็บพร้อมประวัติการเจ็บป่วย กรอกรายละเอียดลงในแบบฟอร์มส่งตัวอย่างตรวจวินิจฉัยโรคคลามัยเดีย
และนำส่งไปยังห้องปฏิบัติการพร้อมตัวอย่าง
3. ห้องปฏิบัติการนำตัวอย่างที่ได้เก็บที่ -20 °ซ หรือ ตู้เย็นที่ช่องแช่แข็ง
จนกว่าจะนำส่งสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
6. วิธีการส่งตัวอย่าง
1. การนำส่ง
โดยใส่ขวดตัวอย่างไว้ในกล่องโฟมที่มี Ice pack
2. นำส่งพร้อมแบบฟอร์มส่งตัวอย่างตรวจวินิจฉัยโรคคลามัยเดีย
กลับไปด้านบน
|